เป็นห่วงด้ามขวานไทย ชาวไทยควรคำนึง สถานการณ์ใต้ เมื่อนาวาไทยหลงทิศ โดย ภูวดล แดนไทย
 
 

            สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กับสงครามทุ่งลาดหญ้า 



            สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท และพระเจ้าหลานเธอองค์เจ้าขุนเณรเกี่ยวข้องกับจังหวัดกาญจนบุรี
            ในฐานะที่เป็นวีรบุรุษที่สำคัญยิ่งในยุทธภูมิทุ่งลาดหญ้าครั้งสงครามเก้าทัพ เมื่อ พ.ศ. 2328 ซึ่งในสงคราม
            ครั้งนั้นพระเจ้าปะดุงกษัตริย์พม่า ได้ยกทัพมามีจำนวนพลถึง 144,000 จัดเป็นกระบวนทัพ 9 ทัพ แยกย้ายกัน
            เข้ามาตีไทยทั้งทางหัวเมืองฝ่ายเหนือ หัวเมืองปักษ์ใต้ ฝ่ายตะวันตกและกรุงเทพฯ พร้อม ๆ กันทีเดียว โดยเฉพาะ
            อย่างยิ่งกองทัพที่ยกเข้ามาตีกรุงเทพฯ ซึ่งเข้ามาทางด่านพรเจดีย์สามองค์ ทางชายแดนตะวันตกนั้นมีกำลังพล
            ถึง 55,000 และมีพระเจ้าปะดุงเป็นจอมทัพ 


             ฝ่ายไทยเมื่อทราบข่าวศึกด็วางแผนต่อสู้ โดยจัดกองทัพออกไปสกัดกองทัพพม่าไว้ 3 ทาง คือ 

             ทัพที่ 1 เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ (กรมพระราชบวรสถานพิมุข) ถือพล 15,000 ไปตั้งขัดตาทัพอยู่ที่
             เมืองนครสวรรค์ คอยป้องกันมิให้พม่าที่ยกทัพลงมาทางข้างเหนือล่วงเลยเข้ามาถึงกรุงเทพฯได้ ในช่วงเวลา
             ที่กำลังต่อสู้ข้าศึกทางเมืองกาญจนบุรี 

             ทัพที่ 2 สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเสด็จเป็นจอมทัพถือพลจำนวน 30,000 ไปตั้งรับพม่าที่เมืองกาญจนบุรี (เก่า)
             คอยต่อสู้กองทัพพระเจ้าปะดงที่จะยกมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ 

             ทัพที่ 3 เจ้าพระยาธรรมมาธิบดี (บุญรอด) กับเจ้าพระยายมราชถือพล 5,000 ไปตั้งรับพม่าที่เมืองราชบุรี คอยต่อสู้พม่า
            ซึ่งจะยกทัพเข้ามาทางใต้หรือทางเมืองทะวาย 


             ส่วนพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงคุมกำลังไพร่พลประมาณ 20,000 เศษ เป็นกองทัพหลวง
             เตรียมไว้ในกรุงเทพฯ ถ้าหากกำลังข้าศึกบุกหนักทางด้านไหนก็จะได้ยกไปช่วยได้ทันที 

             สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทได้เสด็จยกกองทัพออกไปตั้งรับกองทัพพม่าที่ทุ่งลาดหญ้า (ปัจจุบันอยู่ในท้องที่
             อำเภอเมืองกาญจนบุรี) โดยตั้งค่ายหลายค่ายชักปีกกาถึงกันทุกค่าย และให้ขุดสนามเพลาะปักขวากหนามไว้ด้วย
             แล้วทรงจัดให้พระยามหาโยธา (เจ่ง) คุมกองมอญ 3,000 ยกออกไปตั้งค่ายขัดตาทัพพม่าอยู่ทางด่านกรามช้าง
             อันเป็นช่องเขาริมลำน้ำแควใหญ่ 

             กองทัพพม่าซึ่งยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ได้ยกทัพหน้าเดินเรื่อยมาและเข้าโจมตีกองทัพมอญที่ด่านกรามช้าง
             แตกพ่ายถอยร่นเข้ามายังค่ายที่ทุ่งลาดหญ้า กองทัพพม่าได้ยกติดตามเข้ามา และปะทะกับกองทัพไทยที่ตั้งค่านอยู่ที่
             ทุ่งลาดหญ้า กองทัพพม่าจึงได้หยุดยั้งตั้งค่ายอยู่บริเวณชายทุ่งลาดหญ้านั่นเอง ส่วนกองทัพหนุนของพม่าที่ยกตามมา
             ก็หยุดยั้งตั้งค่ายเป็นระยะ ๆ ที่ท่าดินแดง สามสบและบริเวณชายแดน ซึ่งได้รับความลำบากมาเในเรื่องการส่งและจัดหา
             เสบียงอาหารจากแดนพม่าข้ามภูเขาและบุกป่าฝ่าดงเข้าส่งให้กับทุกกองทัพ 


             สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทได้ให้ทหารออกไปโจมตีค่ายพม่า แต่พม่าก็ต่อสู้อย่างเข้มแข็ง พลทหารไทย
             และพม่าต่างยิงโต้ตอบกันทั้งสองฝ่าย ทำให้บาดเจ็บล้มตายลงทั้งสองข้าง ทัพไทยหักเอาค่ายได้ก็ถอยเข้าค่าย
             ทหารทั้งปวงเกิดความหวาดหวั่นในการสู้รบกับพม่า สมเด็จพระบวรราชมหาสุรสิงหนาท ต้องใช้อำนาจเด็ดขาดของแม่ทัพ
             สั่งให้ทำครกขนาดใหญ่ไว้ในค่ายแล้วประกาศว่า ? ถ้าใครถอยหนีแก่พม่าข้าศึกจะเอาตัวลงครกโขลกเสีย?
             บรรดาทหารทั้งปวงกลัวจับลงครกโขลกให้ตายทั้งเป้นจึงต่อสู้กับพม่าอย่างไม่เสียดาย-ชีวิต นอกจากนี้ยังทรง
             ตั้งกองโจรให้พระยาสีหราชเดโช พระยาท้ายน้ำ พระยาเพชรบุรี ทั้งสามนายเป็นนายทัพกองโจร และให้
             พระยารามคำแหง พระยาเสนานนม์เป็นปลัดทัพ ถือพล 500 ยกทัพกองโจรลัดป่าไปคอยซุ่มสกัด คอยตี
             กองลำเลียงเสบียงอาหารของพม่าที่พุไคร้ ทางลำน้ำแควไทรโยค แต่นายกองโจรทั้งสามนายอ่อนแอ
             และย่อท้อได้หลบหนีไปซุ่มตั้งทัพอยู่ที่อื่น สมเด็จพระบวรราชเจ้าสุรสิงหนาทจึงดำรัสสั่งให้ประหารชีวิต
             นายทัพกองโจรทั้ง - สามนาย แล้วนำศีรษะไปเสียบประจานไว้หน้าค่ายหลวงที่ทุ่งลาดหญ้า ส่วนปลัดทัพ
             สองนายนั้นก็ให้เอาดาบสับศีรษะคนละ 3 เสี่ยง เป็นการลงโทษไม่ให้ผู้ใดเอาเยี่ยงอย่าง แล้วให้
             พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าขุนเณรเป็นนายทัพกองโจรกับข้าหลวงหลายนาย ถือพล 1,000 ยกไปบรรจบ
             กองโจรเดิม อีก 500 รวมเป็น 1,500 ไปคอยสกัดกองลำเลียงพม่าที่พุไคร้ มิให้ส่งกองลำเลียงเสบียงอาหาร
             ถึงกันได้ กองทัพพม่าที่ตั้งค่ายอยู่ที่ทุ่งลาดหญ้าจะได้ขาดเสบียงอาหารและอ่อนกำลังลง พระเจ้าหลานเธอ
             พระองค์เจ้าขุนเณร ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง จับได้พม่า ช้าง ม้า และโค ต่าง ๆ ส่งมายังค่ายหลวงที่
             ทุ่งลาดหญ้าอยู่เนือง ๆ 


             ฝ่ายแม่ทัพหน้าพม่าทั้งสองนายที่ตั้งค่ายอยู่ที่ชายทุ่งลาดหญ้า ได้แต่งหอรบขึ้นที่ค่ายหน้าหลายแห่ง แล้วให้เอา
             ปืนใหญ่ตั้งขึ้นบนหอรบยิงค่ายกองทัพไทย สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทก็ให้เอาปืนลูกไม้แต่ครั้งกรุงธนบุรี
             (ปืนใหญ่ที่ใช้ท่อนไม้เป็นกระสุน) เข็นออกมาตั้งหน้าค่ายยิงค่ายและหอรบพม่าพังลงหลายแห่งทำให้ไพร่พล
             บาดเจ็บล้มตาย จนพม่าครั่นคร้ามไม่กล้าออกมาโจมตีค่ายไทยทั้งเสบียงอาหารก็ขาดแคลนลง 

             ในขณะที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทสู้รบกับพม่าติดพันกันอยู่ ที่ทุ่งลาดหญ้านั้น พระบาทสมเด็จ
             พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระปริวิตกเกรงว่ากำลังไพร่พลจะไม่พอตีทัพพม่าให้แตกพ่ายไป จึงเสด็จ
             ยกกอวทัพหลวงหนุนไปจากกรุงเทพฯ เมื่อวันอาทิตย์เดือนยี่ ขึ้น 9 ค่ำ ปีมะเส็ง พ.ศ. 2328 เมื่อเสด็จไปถึง
             ค่ายหลวงที่ทุ่งลาดหญ้าก็ทรงปรึกษาราชการสงคราม สมเด็จพระบวนราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทกราบทูลว่า
             พม่าอดอยากมากอยู่แล้วขออย่าได้ทรงพระวิตกถึงการรบที่ทุ่งลาดหญ้าเลย พม่าคงจะแตกพ่ายไป
             ในไม่ช้านี้อย่างแน่นอนขอให้เสด็จกลับคืนพระนครเถิด เผื่อข้าศึกจะหนักแน่นมาทางอื่นจะหนุนกันได้ทันท่วงที
             พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงเห็นชอบด้วยจึงเสด็จยกกองทัพหลวงคืนพระนคร 

             ต่อมาสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสีหนาททรงทำกลอุบายลวงข้าศึกว่ากองทัพไทยมีกำลังไพร่พลและ
             ศาสตราวุธมาหนุนเนืองเป็นจำนวนมาก โดยแบ่งกำลังพลในกองทัพให้ลอบออกจากค่ายในเวลากลางคืน
             อย่างเงียบและไปให้ไกลพอควร ครั้นรุ่งเช้าก็ยกกระบวนเดินพลช้างม้าเรียงรายเนืองกันขึ้นไปอย่างไม่ขาดสาย
             ตั้งแต่เช้าจนเย็นเพื่อกลับเข้าค่าย สมเด็จกรมพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงทำกลลวงข้าศึกเช่นนี้อยู่
             หลายวัน พม่าซึ่งอยู่ที่สูงกว่าและเห็นก็เข้าใจว่ากองทัพไทยได้กำลังเพิ่มเติมเสมอก็ยิ่งครั่นคร้ามมากขึ้น
             และบังเอิญรี้พลของพม่าเกิดเจ็บป่วยด้วยไข้ทรพิษ 


             สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงสังเกตเห็นว่ากองทัพพม่าอดอยากและครั่นคร้ามมากแล้ว จึงสั่งให้
             ไพร่พลเจ้าโจมตีค่ายพม่าพร้อมกันทุกค่ายในเวลาเดียวกัน เมื่อวันศุกร์ แรม 4 ค่ำ เดือน 3 ปีมะเส็ง ซึ่งตรงกับ
             วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2328 ฝ่ายพม่าพยายามสู้รบอยู่ตั้งแต่ช้าจนค่ำครั้นเวลาประมาณทุ่มเศษ แม่ทัพพม่า
             เห็นเหลือกำลังที่จะต่อสู้ก็แตกฉานออกจากค่ายหนีไป ไทยได้ค่ายพม่าหมดทุกค่ายจับไพร่พล และเครื่อง
             ศาสตราวุธ ปืนใหญ่น้อยได้เป็นอันมาก ส่วนพระองค์เจ้าขุนเณรซึ่งเป็นนายทัพกองโจรเมื่อทราบว่าทัพพม่า
             แตกพ่ายแล้วก็นำกองโจรออกสกัดตีซ้ำเติม จับได้ผู้คนเครื่องศษสตรวุธ ช้าง ม้า ส่งเข้ามาถวายสมเด็จ
             พระบวรราชเจ้ามาหสุรสิงหนาท ณ ค่ายหลวงที่ทุ่งลาดหญ้าเป็นอันมาก 

             ครั้งพระเจ้าปะดงทรงทราบว่ากองทัพหน้าแตกกลับไปก็เห็นว่าจะทำการสู้รบต่อไปไม่สำเร็จ จึงสั่งให้เลิกทัพ
             ออกไปเมืองเมาะตะมะอย่างรวดเร็ว สงครามที่ทุ่งลาดหญ้าคราวนี้ไทยกับพม่าสู้รบขับเครี่ยวกันมาเป็นเวลา
             ประมาณสองเดือนเศษ ผลขอลสงครามนั้นก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าพม่าเป็นฝ่ายปราชัยอย่างยับเยิน และการ
             ประสบชัยชนะอย่างงดงามของกองทัพไทยนั้น ก็เป็นผลเนื่องมาจากความเข้มเแข็งความห้ามหาญเด็ดเดี่ยว
             และความมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดมีไหวพริบปฏิภานในด้านกลศึกอย่างลึกซึ่ง ของสมเด็พระบวรราชเจ้า
             มหาสุรสิงหนาทประการหนึ่ง อักประการหนึ่งก็เป็นผลเนื่องมาจากวีรกรรมอันห้าวหาญของพระเจ้าหลานเธอ
             พระองค์เจ้าขุนเณร ผู้มีสายเลือดนักรบอันเข้มข้น ที่ได้นำทหารกองโจรออกซุ่มสกัดกองลำเลียงเสบียงอาหาร
             ของพม่าอย่างไม่หวาดหวั่น จนทำให้กองทัพพม่าที่ทุ่งลาดหญ้าต้องอ่อนกำลังลงเพราะขาดเสบียงอาหาร
            และประการสุดท้ายก็คือชาวกาญจนบุรีเป็นจำนวนมากภายใต้การนำของเจ้าเมืองกาญจนบุรีหรือพระยากาญจนบุรี
             ก็ได้เป็นกำลังอันสำคัญในการต่อสู้กับพม่าข้าศึกอย่างเข้มแข็งด้วย ดังนั้นเราจึงควรภูมิใจในวีรกรรมของบรรพบุรุษ
             ของเราที่ได้พยายามปกป้องผืนแผ่นดินไทยอันเป็นที่รักและหวงแหนของเราไว้ได้ และจากสมครามคราวนี้เอง
             ได้ทำให้ชื่อเสียงของทุ่งลาดหญ้าจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ของชาวไทยตั้งแต่นั้นมา 


             จึงนับได้ว่าสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทและพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าขุนเณรเป็นวีรบุรุษแห่ง
             ยุทธภูมิทุ่งลาดหญ้า และเป็นบุคคลสำคัญของจังหวัดกาญจนบุรีด้วย และปัจจุบันนี้กรมทหารราบ
             กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายกาญจนบุรี ได้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
             ในลักษณะทรงยืนถือพระแสงดาบกำลังบัญชาการรบอยู่ ประดิษฐานไว้ที่หน้ากองบัญชาการกองพลทหารราบที่ 9
             และจัดงานวันชนะศึก ณ ยุทธภูมิทุ่งลาดหญ้า เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 ? 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2526 เพื่อเป็น
             เกียรติประวัติของกองทัพไทยและชาวเมืองกาญจนบุรี 

ภูวดล แดนไทย
dnavathai@gmail.com

 
 

หน้าหลัก