เป็นห่วงด้ามขวานไทย ชาวไทยควรคำนึง สถานการณ์ใต้ เมื่อนาวาไทยหลงทิศ โดย ภูวดล แดนไทย
 
 

คำสาปศรีวิชัย กับ บันทึกเศร้ากรือเซะ

http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=90.0;wap2

       ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๗ เป็นวันที่ถูกบันทึก
ไว้ในประวัติศาสตร์ของความหฤโหดแห่งมนุษยชาติ อันเกี่ยว
กับเรื่องฆาตกรรมหมู่ประชาชนชาวปัตตานี และอีก ๓ จังหวัด
ภาคใต้ ในเวลาเดียวกัน เบ็ดเสร็จจำนวน ๑๐๗ ศพ รวมกับ
ข้าราชการทหารตำรวจที่ต้องเสียชีวิตอีก ๕ ศพ(เฉพาะที่เปิดเผย)
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มีเบื้องหลัง หมกเม็ดซ่อนเงื่อนอำพราง
ที่ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ไม่มีการแถลงอย่างกระจ่างแจ้งชัด
หรือตรงต่อความจริงแม้แต่เรื่องเดียว
         เหตุการณ์ที่จัดว่านองเลือดที่สุดเพราะถล่มกัน
ด้วยปืนใหญ่รถสายพาน เครื่องยิงจรวด และอาวุธ
นานาชนิด กว่า 200 กระบอก ที่ถล่มเข้าไปในมัสยิส
กรือเซะ ซึ่งตั้งอยู่ ใจกลางเมืองปัตตานี อันเป็นที่
ชุมชน ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว
ที่น่าแปลกที่สุดก็คือ บางคนยังไม่ตาย ก็ถูกจ่อยิง
ซ้ำที่หัวเขม่าปืนติดกะโหลก ที่มัสยิสนั้น ปรากฏ
ชัดเป็นหลักฐานทาง TV ว่าเจ้าหน้าที่ใช้ปืนพก
ขนาด ๑๑ มม. ยิงซ้ำจนหมดแม็ก ลูกเลื่อนค้าง
ฯลฯ เรียกว่าไม่ให้เหลือรอด ....
     เหตุการณ์ดังกล่าวนี้เหมือนประวัติศาสตร์ที่หมุนกลับ
มาซ้ำรอยเดิม ณ ที่เดิม แต่ต่างด้วยระยะเวลา
ที่มัสยิสแห่งนี้ ได้เคยถูกกองทัพ(ทหาร) ถล่มแล้ว
เผาด้วยปืนใหญ่มาแล้ว ผู้คนได้ตายไป ณ มัสยิส
แห่งนี้นับไม่ถ้วน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้นั้น เหมือนเป็น
การปลุกวิญญาณผีตายโหงซึ่งยังคงเวียนว่ายอยู่ใน
มัสยิดนี้ด้วยความเคียดแค้น ซึ่งแน่นอนที่สุด มันย่อม
ไม่จบสิ้นเพียงเท่านี้

         .. นี่คือการเริ่มต้นของความรุนแรงและเลวร้าย ที่จะต้อง
เกิดขึ้นต่อเนื่องต่อไปอย่างไม่มีทางเลี่ยง ซึ่งสิ่งจะสามารถ
บอกได้ว่า ไม่นานนักประเทศไทยส่วนนี้จะต้องถูกแบ่งออก
เป็นอีกประเทศหนึ่ง ไม่ต้องสงสัย แต่จะมาจากชาวต่างชาติ
ที่จะเคลื่อนพลมาทางน้ำ หรือ มีแสนยานุภาพทางน้ำ ใช้ทหาร
นาวิกโยธิน(Marine)เป็นกำลังหลัก และจะมาจากประเทศ
ที่ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา เข้ายึดครองดินแดนส่วนนี้
โดยความเห็นชอบของรัฐบาล โดยที่ชาวไทยทั้งประเทศ
ไม่มีสิทธิที่จะป้องกันและคัดค้าน เหมือนเช่นที่เกิดขึ้นแล้ว
ในอดีต ซึ่งปรากฏในประวัติศาสตร์ ดังนั้นเราควรศึกษา
ประวัติศาสตร์เมืองปัตตานีว่ามีความเป็นมาอย่างไร ?

 

          ปัตตานี เป็นชุมชนโบราณที่มีหลักฐานย้อนหลังไปถึง
พุทธศตวรรษที่ ๖ และค่อยๆ พัฒนาจากชุมชนชายฝั่งทะเล
กลายเป็นรัฐที่มีความมั่งคั่งและมั่นคง เนื่องจากเป็นเมืองท่า
สำคัญในเส้นทางการค้าทางทะเลโบราณ ซึ่งมาจากทุกทิศ
ทุกทางของโลก ตั้งแต่ยุโรป อินเดีย เปอร์เซีย จีน ญี่ปุ่น และชวา

         . จนกระทั่งกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ปัตตานีก็พัฒนา
ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ภายใต้การปกครองของอาณาจักรลังกาสุกะ
ซึ่งมีเมืองโกตามะลิฆัย (Kota Mahligai) เป็นเมืองหลวง แต่ตั้ง
อยู่ห่างจากฝั่งทะเล ทำให้หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ คือ "ปะตานี"
ซึ่งอยู่ติดริมชายฝั่ง มีเรือสินค้ามาจอดแวะค้าขายเป็นจำนวนมาก
เนื่องจากเป็นจุดที่มีลำน้ำเชื่อมต่อไปยังลังกาสุกะได้สะดวกกว่า
ทำให้เมืองโกตามะลิฆัยค่อยๆ หมดความสำคัญลง จนต้องย้าย
เมืองหลวงมาอยู่ที่ปัตตานีแทน ไม่เพียงเท่านั้นชื่อของปัตตานี
ยังเพิ่มความสำคัญจนกระทั่งไม่มีใครพูดถึงลังกาสุกะอีกต่อไป
เรื่องราวการเกิดของปัตตานีปรากฏอยู่ในตำนาน หลายสำนวน
แตกต่างกันออกไป แต่ทุกตำนานมีโครงเรื่องที่จะอธิบายที่มา
ของคำว่า "ปัตตานี" แทบทั้งสิ้น
ตำนานเมืองปัตตานี

         ตำนานเรื่องหนึ่งกล่าวถึงกษัตริย์เมืองโกตามะลิฆัย
พระนามว่า พญาตู นักปา (Tu Nakpa)เสด็จมาล่าสัตว์บริเวณป่า
แถบชายทะเลปัตตานี แล้วทรงเห็นว่าเป็นที่เหมาะสมที่จะสร้าง
บ้านเมืองขึ้นใหม่ที่นี่ จึงสั่งเกณฑ์ผู้คนจากโกตามะลิฆัยมาสร้างเมือง
และพระราชวังขึ้น แล้วสั่งย้ายผู้คนมาอยู่ที่เมืองใหม่แห่งนี้ ซึ่งแต่เดิม
เคยเป็นที่อาศัยของชายชราชาวมลายูชื่อ เอนชิค ตานี (Encik Tani)
แต่คนทั่วไปเรียกกันว่า ปะตานี หรือ เจ๊ะ ตานี เมืองนี้จึงตั้งชื่อขึ้นตาม
ชาวประมงชราผู้นี้

         บางสำนวนก็ว่า พญาตู นักปา ติดตามรอยเท้าสัตว์
มาถึงชายทะเล ผู้ติดตามทูลว่ารอยเท้าสัตว์ ได้หายไปที่หาดแห่งนี้
คำว่า " หาดแห่งนี้ " ตรงกับภาษามลายูว่า "ปะตานี" เพี้ยนมาจาก
"ปันตัยอินี"

         เรื่อง "หาดแห่งนี้" ยังปรากฏสำนวนแตกต่างออกไปอีก
คือ พระองค์มหาวังษา (พระเจ้ากรุงโรม) ทรงแต่งตั้งให้พระราชโอรส
ไปครองเมืองต่างๆ เหลือแต่พระธิดาที่ยังหาเมืองไม่ได้ จึงเสี่ยงทาย
ด้วยการใช้ช้างศักดิ์สิทธิ์ ขี่ไปหาเมืองใหม่ ขณะมาถึงชายหาดแห่งหนึ่ง
ก็เห็นกระจงเผือกวิ่งผ่านหน้าแล้วหายไป พระธิดาจึงสั่งให้ทหารออก
ติดตาม เมื่อทรงถามว่ากระจงหายไปทางไหน เหล่าไพร่พลก็ชี้มือ
ไปทางชายหาด แล้วทูลพร้อมกันว่า "ปันตัยอินี" (หาดแห่งนี้)

 

         ตำนานเมืองปัตตานียังมีอีกหลายสำนวนที่ว่าด้วย
ที่มาของคำนี้ นอกจากนี้ยังมีข้อสันนิษฐานที่มาของ " ปัตตานี"
ในทางภาษาอีกหลายๆ ทาง เช่นมาจาก "ธานี" หมายถึงเมืองใหญ่
ริมสมุทร "ปะฏานี" ในภาษาอาหรับ ที่หมายถึงนักปราชญ์ " ปตานี "
ในภาษาบาลี สันสกฤต หมายถึงหญิงครองเมือง และสมเด็จ
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่าอาจจะมาจากภาษา
มลายู "ปะตานี" หมายถึงชาวนา

สาเหตุที่ภาคใต้กลายเป็นอิสลาม
         แต่เดิมชาวปัตตานีและชาวใต้ทั้งสิ้นนั้นนับถือ
พุทธศาสนา สืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษสมัยอาณาจักรศรีวิชัย
จนต่อมาในสมัย พญาตู นักปา จึงเปลี่ยนมานับถือศาสนา
อิสลาม

มูลเหตุที่ชาวใต้เปลี่ยนศาสนาจากพุธเป็นอิสลาม นั้นเริ่มจาก
ความเห็นแก่ตัวของกษัตริย์ปัตตานี ยอมขายพระพุทธศาสนา
และศาสนสถานทั้งหมดในแผ่นดิน เพื่อให้หมอมุสลิมพอใจ
จะได้รักษาโรคประจำตัวของตน

บุคคลผู้นี้มีนามว่า เปพญาตู นักปา หรือ ราชาอินทิรา (Raja
Intira) ทรงพระประชวร ป่วยเป็นโรคเรื้อนรักษาไม่หาย
บรรดาหมอหลายคนมาถวายการรักษาก็ไม่เป็นผล


(ซึ่งมีบางท่านกล่าวว่า แท้ที่จริงแล้ว หมอมุสลิมเจ้าเล่ห์
ได้เอาน้ำเหลืองของคนที่เป็นโรคเรื่อน ป้ายที่แผลของ
ราชาอินทิรา เพื่อทำอุบายให้เปลี่ยนศาสนา ทำให้รักษาไม่หาย)

(ปิยณัฐ.....)


         จนกระทั่ง เชค ซาฟียุดดิน (Sheikh Safiuddin)
ชาวมุสลิม ซึ่งอพยพมาจากเกาะสุมาตรา อาสาที่จะ
ถวายการรักษา แต่มีข้อแม้ว่า หากรักษาหายแล้ว
ราชาอินทิรา จะต้องเผาทำลายพุทธศาสนสถาน
ทั้งหมด แล้วเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม

        แต่ปรากฏว่าเมื่อ เชค ซาฟียุดดิน สามารถรักษา
จนหายได้ แต่ราชาอินทิราไม่อาจที่จะตัดพระทัย
ทำลายพุทธศาสนสถาน ที่บรรพบุรุษได้นับถือไว้มานาน
แสนนานนั้นได้

         เชค ซาฟียุคดิน รออยู่ได้ทราบข่าวว่า
พระราชา ตูนักปา ไม่ทำตามสัญญา จึงทำกลลวงว่า
จะเข้าเผ้าเพื่อ เยี่ยมอาการ แต่ได้แอบซ่อนเอาน้ำล้างเนื้อ
คนเป็นโรคเรื้อนติดตัวเข้ามาด้วย พระราชาทรงขอร้องว่า
อย่าได้ให้ถึงกับเผาวัดหรือพุทธสถานเลย จะเอาผืนดิน
ทำกินตรงไหน จะยกให้ตามแต่หมอมุสลิม จะต้องการ
เชค ซาฟายุคดิน หมอเจ้าเล่ห์ ครั้นได้ยินเช่นนั้นก็รู้ว่า
พระราชาเปลี่ยนใจ จึงเอามีดขูดที่แผลเก่าที่กตกสะเก็ด
กำลังจะหายจน เลือดออกซิบ ๆ แล้วเอาน้ำล้างเนื้อ
คนเป็นโรคเรื้อนทาซ้ำลงไปตรงรอยแผลพร้อมกับ
ถวายน้ำล้างเนื้อคนเป็นโรคเรื้อน โดยโกหกว่า "'
....ให้ทรงทาทุก ๆ ครั้งที่ทรงรู้สึกคัน..."

      จากวันนั้นเองจึงทำให้โรคเรื้อนของพระราชา
กำเริบขึ้นอีกอย่างรวดเร็ว เป็นไปตามแผน ที่เชค
ซาฟียุดดินหมอเจ้าเล่ห์วางไว้ทุกประการ

และทำเป็นว่าต้องมารักษาให้ใหม่ ซึ่งแน่นอนที่สุด
พระราชา ทรงยอมให้ตามที่หมอเจ้าเล่ห์ต้องการคือ
เผาทำลายวัดวาอาราม พระพุทธรูป อาคาร เสนาสนะ
พร้อมจับพระภิกษุสงฆ์สึกออกไปเป็นทาสกะลาสี
เรือของหมอเชค ซาฟียุดินที่เกาะมะละกา
ยกธรณีสงฆ์(ที่ดิน) ทั้งหมดให้เป็นสมบัติของหมอ
และประกาศ ให้ประชาชนทุกคนทำลายพระพุทธรูป
สิ่งที่นับถือให้หมด โดยเลิกนับถือพุทธศาสนา และให้มา
ถือศาสนาอิสลามแทน ผู้ใดขัดขืนให้ประหารเสียให้สิ้น
(และนี่คือที่มาของคำสุภาษิตไทย ที่ว่างูว่าร้ายยังไม่
เท่าแขก เห็นแขกกับเห็นงู ต้องตีแขกให้ตายก่อนนั้น
ได้ถูกสั่งสอนกันสืบมาจนปัจจุบัน ด้วยสาเหตุนี้)

         หลังจากนั้น เชค ซาฟียุดดิน ได้รับแต่งตั้งเป็น
ดาโต๊ะซะรี รายา ฟากิฮฺ ส่วนราชาอินทิราทรงเปลี่ยนพระนามเป็น
สุลต่านอิสมาเอล ชาฮ์ (Sultan Ismail Syah) มีการสั่งให้ทำลาย
พุทธสถาน พุทธรูป สิ่งสักการะทั้งหลายในพุทธศาสนาที่เป็นทอง
ก็เผาหลอมออกมา ที่เป็นอัญญมณีก็เอามาใช้ประดับมัสยิด
ที่ถูกขึ้นทับไปบนพุทธสถานแทน
         หากกล่าวกันตามจริงก็ถือได้ว่าสุลต่านอิสมา
เอล ชาฮ์ พระองค์นี้คือกษัตริย์แห่งรัฐปัตตานี พระองค์แรก
ครองราชย์ระหว่างปี ๒๐๔๓-๒๐๗๓ อันเป็นเหตุให้ดินแดน
แห่งอาณาจักรศรีวิชัยที่เคยเจริญรุ่งเรือง ร่มเย็นด้วย
พุทธศาสนาก็ถึงกาลวิบัติ เกิดศึกสงคราม มิวายเว้น
ผู้คนยากจนค่นแค้นแสนสาหัสสืบต่อมาจนถึงยุคปัจจุบัน
นับเป็นมหัตโทษแห่งการลบล้างพระบรมราชโองการสาปแช่ง
แห่งต้นกษัตริย์วงศ์ศรีวิชัยที่มิให้พระเจ้าแผ่นดินผู้ครองเปลี่ยน
แผ่นดิน จากพระพุทธศาสนาไปนับถือศาสนาอื่น
(พ.ศ.๒๕๔๗)

 

       และด้วยเหตุแห่งการทรยศต่อบรรพกษัตริย์ของเปพญาตู
นักปา หรือ ราชาอินทิรา ในชื่อใหม่ทางอิสลามว่าสุลต่านอิสมาเอล
ชาฮ์ นี้เองจึงทำให้มวลหมู่กษัตริย์ทั้งหลายได้ทราบต่างรังเกียจ
(เนื่องจากคนยุคโบราณถือคำสัจจะ พูดคำไหนเป็นคำนั้น ยอมตาย
เพื่อสัตย์ได้) แต่กษัตริย์ปัตตานีองค์นี้ทรยศตระบัดสัตย์

แม้แต่คำสั่งของบรรพบุรุษ จะเชื่อถือได้อย่างไร จึงทำให้กษัตริย์
ปัตตานีไม่มีพวกเพื่อนพ้องเป็นชาวสุวรรณภูมิ ต้องไปคบแขก
มะละกามุสลิมต่างภาษาเอามาเป็นพวก และพวกแขกมะละกามุสลิมนี้
ก็พาครอบครัวเข้ามาปักหลัก อยู่ในแผ่นดินปัตตานี ซึ่งเดิมเป็น
ชาวพุทธก่อให้เกิดปัญหาสังคม และศึกสงครามนับแต่นั้นเป็นต้นมา
         ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ภาคใต้ ไม่เคยมีความ
ร่มเย็นใด ๆ เลยนับแต่ พญาตู นักปา สั่งให้ประชาชน
ทั้งแผ่นดินเปลี่ยนจากพระพุทธศาสนาเป็นอิสลาม
เป็นต้นมา

และด้วยสาเหตุการเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม จึงได้รับ
การยุยงจากกลุ่มอิสลามเมืองมะละกา ซึ่งขณะนั้น
อาณาจักรกรุงศรีอยุธยามีอำนาจครอบคลุมไปถึง
มะละกา ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญ และเป็นรัฐอิสลาม
ร่วมกันฉวยโอกาส ในระหว่างที่กรุงศรีอยุธยาติดพัน
สงครามทางหัวเมืองฝ่ายเหนือจึงทำการกบฏ
แข็งเมือง ไม่ยอมขึ้นต่อรัฐบาลกรุงศรีอยุธยาอีกต่อไป
ก็ด้วยอิทธิพลของการเปลี่ยนศาสนาแยกออกไปจาก
ชาวสยามในกรุงศรีอยุธยา ซึ่งนับถือพุทธศาสนา

         ฝ่ายสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงมีพระบรมราช
โองการ ให้ส่งกองทัพจากกรุงศรีอยุธยา และเกณฑ์ทัพ
จากหัวเมืองปักษ์ใต้ไปตี มะละกา ตามที่ปรากฏใน
พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ ว่า
"....ศักราช ๘๑๗ กุญศก แต่งทัพให้ไปเอาเมืองมลากา.."
แต่การศึก ครั้งนั้นก็ไม่ประสบความสำเร็จ

เหตุการณ์ตามพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ นี้
เกิดขึ้นในปี พุทธศักราช ๑๙๙๘ ซึ่งใกล้เคียงกับเวลา
ครองราชย์ของราชาอินทิรา คือระหว่างปี ๒๐๑๒-๒๐๕๗

         .......ทางด้านกองทัพมะละกา เมื่อสามารถต่อต้าน
กองทัพสยามได้สำเร็จ ก็ส่งกองทัพเข้าตีหัวเมืองใหญ่น้อย
ของสยามกลับคืนได้ปาหัง ตรังกานู กลันตัน ไทรบุรี
และรุกรานปัตตานีเข้าทำลายพระพุทธรูป และศาสนสถาน
ไปจนหมดสิ้น ราชาอินทิราจึงต้องยอมผ่อนตามมะละกา
หันมานับถือศาสนาอิสลามตั้งแต่บัดนั้น

ปัตตานีกับสยาม

          ปัตตานีมีความสัมพันธ์กับสยามในสมัยอยุธยา
ในฐานะประเทศราช ซึ่งมีธรรมเนียมต้องส่ง "บุหงามัส"
หรือดอกไม้เงินดอกไม้ทอง ให้ทุกๆ ปี

แต่อย่างไรก็ดีอำนาจรัฐของกรุงศรีอยุธยาก็ไม่อาจแผ่ขยาย
ไปยังหัวเมืองไกลโพ้นอย่างปัตตานีได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ครั้งใดที่กรุงศรีอยุธยาประสบปัญหาทางการเมือง หรือติดพัน
ศึกสงคราม ประเทศราชที่มีความพร้อมทั้งทางภูมิศาสตร์
และเศรษฐกิจ อย่างปัตตานีก็จะมองหาความเป็นอิสระ
ในทันที

          ด้วยเหตุนี้ทำให้ปัตตานีกับสยามต้องมีเหตุให้ทำสงคราม
กันอยู่บ่อยครั้ง

ครั้งหนึ่งสุลต่านเมืองปัตตานีถึงกับนำทหารบุกพระราชวังหลวง
ของกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ซึ่งขณะนั้น
สยามกำลังติดพันศึกอยู่กับหงสาวดี เหตุการณ์ปรากฏอยู่ใน
พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ ดังนี้

".....(ศักราช ๙๒๕) "ครั้งนั้นพระญาศรีสุรต่านพระญาตานี
มาช่วยการเศิก พระญาตานีนั้นเปนขบถ แลคุมชาวตานี
ทั้งปวงเข้าในพระราชวัง ครั้นแลเข้าในพระราชวังได้เอา
ช้างเผือกมาขี่ยืนอยู่ ณ ท้องสนาม แล้วจึงลงช้างออกไป
ณ ทางตะแลงแกง แลชาวพระนครเอาพวนขึงไว้ต่อรบ
ด้วยชาวตานีๆ นั้นตายมาก แลพระญาตานีนั้นลงสำเภา
หนีรอดไป....."

 

         .. ส่วนในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา
ลงความไว้คล้ายกัน แต่มีรายละเอียดมากกว่า          

(ศักราช ๙๑๑) "......ขณะนั้นพระยาตานีศรีสุลต่าน ยกทัพเรือ
หย่าหยับสองร้อยลำเข้ามาช่วยราชการสงคราม ถึงทอดอยู่
หน้าวัดกุฏีบางกะจะ รุ่งขึ้นยกเข้ามาทอดอยู่ประตูไชย พระยา
ตานีศรีสุลต่านได้ทีกลับเป็นกบฎ ก็ยกเข้าในพระราชวัง
สมเด็จพระมหาจักพรรดิราชาธิราชเจ้าไม่ทันรู้ตัว เสด็จลงเรือ
พระที่นั่งศรีสักหลาดหนีไปเกาะมหาพราหมณ์ และเสนาบดี
มุขมนตรี พร้อมกันเข้าในพระราชวัง สะพัดไล่ชาวตานีแตกฉาน
ลงเรือรุดหนีไป ฝ่ายมุขมนตรีทั้งปวงก็ออกไปเชิญเสด็จ สมเด็จ
พระมหาจักพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือกเสด็จเข้าสู่พระราช
นิเวศมหาสถาน         ."

          พระยาตานีคนนี้คือ สุลต่านมุซาฟาร์ ชาฮ์ (Sultan Muzafar
Syah) พระราชโอรสของสุลต่านอิสมาเอล ชาฮ์แต่เรื่องราวของ
พระองค์ในเอกสารของทางฝ่ายปัตตานีกล่าวไว้ต่างกัน คือสุลต่าน
มุซาฟาร์ ชาฮ์ เคยเสด็จไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับสยาม แต่ฝ่าย
สยามต้อนรับไม่สมพระเกียรติ จึงเสด็จกลับปัตตานีด้วยความ
น้อยพระทัย ต่อมาเมื่อทราบว่าสยามติดพันสงครามอยู่กับหงสาวดี
จึงยกทัพเข้าตีกรุงศรีอยุธยา บุกเข้าพระราชวังได้ แต่กษัตริย์สยาม
หนีออกมาทัน ไปหลบอยู่ที่เกาะมหาพราหมณ์แล้วจึงรวบรวมกำลัง
เข้าตีตอบโต้กองทัพปัตตานีต้องถอยร่นออกมาถึงปากอ่าว สุลต่าน
มุซาฟาร์ ชาฮ์ สิ้นพระชนม์ขณะยกทัพกลับ พระศพถูกฝังไว้ริมฝั่ง
แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณปากอ่าว

สุลต่านมุซาฟาร์ ชาฮ์ พระองค์นี้มีความสำคัญคือเป็นผู้สร้างมัสยิด
กรือเซะ ซึ่งมีตำนานบางเรื่องกล่าวพาดพิงไว้ว่าเป็นฝีมือช่าง
คนเดียว กับที่สร้างปืนพญาตานี!

บัลลังก์เลือด

         ลำดับวงศ์ในราชวงศ์ "ศรีวังสา" มีกษัตริย์ (ชาย) มาก่อน
๕ พระองค์ ก่อนจะเข้าสู่ยุคของราชินี (กษัตริย์หญิง) อีก ๓ พระองค์

         .กษัตริย์พระองค์แรกคือ สุลต่านอิสมาเอล ชาฮ์
ครองราชย์ระหว่างปี ๒๐๔๓-๒๐๗๓ ผู้ทรงสถาปนารัฐปัตตานี
เป็นนครรัฐอิสลาม ในชื่อว่า "ปัตตานี ดารุสสลาม" (Patani
Darus Salam) อันหมายถึงนครแห่งสันติ

         กษัตริย์พระองค์ต่อมาเป็นพระราชโอรสของสุลต่าน
อิสมาเอล ชาฮ์ คือสุลต่านมุซาฟาร์ ชาฮ์ กษัตริย์ผู้โจมตีกรุงศรี
อยุธยา ครองราชย์ระหว่างปี ๒๐๗๓-๒๑๐๗

         ..ลำดับที่ ๓ คือสุลต่านมันโซร์ ชาฮ์ (Sultan Mansur
Syah) ครองราชย์ระหว่างปี ๒๑๐๗-๒๑๑๕ โอรสองค์ที่ ๓ ของ
สุลต่านอิสมาเอล ชาห์ ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเชษฐา
แม้ว่าสุลต่านมันโซร์ ชาฮ์ จะมีโอรสที่จะสืบราชบัลลังก์ต่อก็ตาม

....... แต่ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ได้ทรงสั่งเสียกับบรรดา
พระราชวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่ ว่าให้ยกราชสมบัติให้กับ
ปาติก สยาม โอรสของสุลต่านมุซาฟาร์ ชาฮ์ แทนโอรส
ของพระองค์เอง จึงเป็นต้นเหตุแห่งบัลลังก์เลือดของปัตตานี

         สุลต่านปาติก สยาม (Sultan Patik Siam) ครองราชย์
ระหว่างปี ๒๑๑๕-๒๑๑๖ ได้พระนาม "สยาม" เพื่อเป็นที่ระลึกว่า
พระบิดาของพระองค์สิ้นพระชนม์ที่กรุงศรีอยุธยา ซึ่งขณะนั้น
สุลต่านปาติก สยาม ยังอยู่ในพระครรภ์ของพระมเหสี แต่สุลต่าน
ปาติก สยาม ซึ่งขณะครองราชย์มีพระชนมายุเพียง ๑๐ พรรษา
ก็ถูก "พี่ชายต่างมารดา" คือราชาบามบัง (Raja Bambang)
ลอบปลงพระชนม์ด้วยเหตุริษยา ส่วนราชาบามบังเองก็ถูก
ล้อมจับ และถูกปลงพระชนม์เช่นเดียวกัน
         ผู้สืบทอดบัลลังก์ปัตตานีองค์ต่อมาคือ สุลต่าน
บาฮาดูร์ ชาฮ์ (Bahadur Syah) โอรสของสุลต่านมันโซร์
ชาฮ์ ครองราชย์ระหว่างปี ๒๑๑๖-๒๑๒๗ แต่แล้วก็ถูก
พระเชษฐา คือราชา บีมา (Raja Bima) โอรสของสุลต่าน
มันโซร์ ชาฮ์ ที่เกิดจากพระสนม ลอบปลงพระชนม์ ส่วน
ราชา บีมา ก็ถูกจับ และถูกปลงพระชนม์เช่นกัน

         .ปัตตานี ดารุสสลาม นครแห่งสันติ เมื่อเกิดโศกนาฏกรรม
ต่อเนื่องกันเช่นนี้ ถึงกับทำให้หมดผู้สืบบัลลังก์ฝ่ายชาย ปัตตานี
ในสมัยต่อจากนี้จึงถูกปกครองโดย "กษัตริยา" ต่อเนื่องกันถึง
๔ พระองค์ ในระยะเวลา ๖๗ ปี ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองที่สุดของปัตตานี

   
          ราชินีปัตตานี ๓ พระองค์แรกคือ ราชินีฮีเยา (Raja Hijau)
ราชินีบีรู (Raja Biru) และราชินีอูรู (Raja Ungu) ทั้ง ๓ พระองค์
เป็นพี่น้องกันและสืบราชสมบัติต่อเนื่องกัน ส่วนราชินีพระองค์สุดท้าย
เป็นราชธิดาของ ราชินีอูรู มีพระนามว่า ราชินีกูนิง (Raja Kuning)
เอกสารบางฉบับระบุว่า ราชินีฮีเยา บีรู และอูรู เป็นราชธิดาของ
สุลต่านมันโซร์ ชาฮ์ แต่บางฉบับระบุว่าเป็นราชธิดาของสุลต่าน
บาฮาดูร์ ชาฮ์
         .แต่เอกสารจากบันทึกของบริษัทอีสต์อินเดีย ซึ่งเขียน
ขึ้น ในปี ๒๑๖๕ ได้กล่าวถึงราชินีเมืองปัตตานีในขณะนั้นว่า"

......ปัตตานีเป็นอาณาจักรโบราณ แต่โดยปกติจะต้องถวาย
เครื่องราชบรรณาการแก่พระเจ้ากรุงสยาม ในขณะนั้นมีสตรี
ผู้หนึ่งเป็นผู้ครองนคร สตรีผู้นี้เป็นราชธิดาของผู้ครองเมือง
ปัตตานีองค์ก่อน ผู้ครองปัตตานีได้ถึงแก่พิราลัยได้ประมาณ
๓๐ ปีมาแล้ว แม้ว่าผู้ครองนครจะเป็นสตรีก็ตาม

แต่ก็สามารถปกครองไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ชาวต่างประเทศ
ที่เข้ามาพึ่งบรมโพธิสมภารอยู่เย็นเป็นสุขทั่วกัน........"
(บันทึกเรื่องสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับนานา
ประเทศ ในศตวรรษที่ ๑๗ เล่ม ๑, กรมศิลปากร, ๒๕๑๒)

 

          แม้ว่าบันทึกนี้จะอยู่ในสมัยราชินีบีรู ซึ่งครองราชย์
ระหว่างปี ๒๑๕๙-๒๑๖๗ แต่ "สตรี" ที่เอกสารนี้กล่าวถึง
น่าจะหมายถึง ราชินีฮีเยา ซึ่งปกครองปัตตานียาวนานถึง
๓๒ ปี คือระหว่างปี ๒๑๒๗-๒๑๕๙ ส่วน "ผู้ครองเมือง
ปัตตานีองค์ก่อน" ซึ่งครองราชย์เป็นลำดับก่อนหน้าราชินี
ฮีเยาก็คือ สุลต่านบาฮาดูร์ ชาฮ์ ราชินีทั้ง ๓ พระองค์ก็น่า
จะเป็นราชธิดาของสุลต่านองค์นี้

         ..ราชินีทั้ง ๔ พระองค์ทำให้ปัตตานีแข็งแกร่งและ
เจริญรุ่งเรืองอย่างมาก เป็นยุคที่มีการติดต่อค้าขายกับ
ต่างประเทศจนเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญในภูมิภาคนี้
ทำให้สยามมุ่งหวังที่จะครอบครองผลประโยชน์แห่งนี้เสมอมา
ยุคนี้จึงทำให้ปัตตานี ต้องทำสงครามกับสยามหลายครั้ง
แต่กองทัพกรุงศรีอยุธยาก็ไม่สามารถปราบปัตตานี
ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด


         .การที่ปัตตานีจำเป็นจะต้องป้องกันตัวเองจากการ
รุกรานของกองทัพสยามและพันธมิตร จึงมีการก่อสร้างพระราชวังอย่างเข้มแข็งและสร้างอาวุธที่ทรงอานุภาพที่สุด
ในเวลานั้น คือปืนใหญ่ ซึ่งมีจำนวนมากพอที่จะยันกองทัพสยามไว้ได้ หลักฐานชิ้นสำคัญของปืนใหญ่อานุภาพสูงก็คือ
ปืนพญาตานี เป็นปืนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งตั้งแสดงอยู่หน้ากระทรวงกลาโหมในปัจจุบัน

"พญาตานี" ปืนใหญ่ใส่อดีตอันรุ่งเรืองของ กษัตริยาแห่งปัตตานี
         .."พญาตานี" ปืนใหญ่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และตั้งแสดงใน
ตำแหน่งประธานของกลุ่มปืนใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหม มีอายุเก่า
แก่ราว ๔๐๐ ปี เป็นภาพสะท้อนความรุ่งเรืองของรัฐปัตตานีในอดีต
ที่ครั้งหนึ่งถูกปกครองโดยราชินี ผู้หญิงที่สามารถนำบ้านเมืองต่อต้าน
การรุกรานจากอาณาจักรใหญ่อย่างกรุงศรีอยุธยาได้ และยังสามารถ
นำพารัฐเปิดประตูการค้ากับนานาประเทศได้ไม่แพ้กรุงศรีอยุธยา
.... ตำนานการสร้างปืนใหญ่พญาตานี มีประวัติความเป็นมา
ที่คลุมเครือ ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอนว่าสร้างขึ้นในสมัยใด
มีการกล่าวถึงประวัติการสร้างไว้หลายสำนวน สำนวนหนึ่ง
ได้กล่าวถึงพญาอินทิราเป็นผู้สร้าง

         "หนังสือสยาเราะห์เมืองตานี ของนายหะยีหวันหะซัน
กล่าวถึงเหตุที่พญาอินทิราสร้างปืนว่านายเรือสำเภาจีนได้นำปืน
และกระสุนปืนมาถวาย ทำให้สุลต่านเกิดความละอายต่อชาวจีน
ผู้นั้น เนื่องจากพระองค์มีฐานะเป็นเจ้าผู้ครองนคร แต่หาได้มี
อาวุธปืนไว้สำหรับป้องกันบ้านเมือง เหมือนนายเรือมีไว้ป้องกันตน
และสำเภา ต่อไปจะเป็นที่ดูหมิ่นแก่ชาวต่างประเทศ จึงเรียก
ประชุมมุขมนตรี ให้จัดหาช่างและทองเหลืองมาหล่อปืนให้ได้
ภายในระยะเวลา ๓ ปี และให้ทำประกาศห้ามพ่อค้านำทองเหลือง
ออกนอกเมือง......."

....... เอกสารชิ้นนี้กล่าวถึงผู้สร้างว่าเป็นชาวโรมัน ต่างจากตำนาน
เรื่องอื่นๆ ที่อ้างว่าเป็นชาวจีน"

        เมื่อได้ทองเหลืองพอเพียงแก่การหล่อแล้ว พญาอินทิรา
ได้ให้นายช่างชาวโรมัน ชื่ออับดุลซามัคมาเป็นผู้ทำการหล่อปืน
เมื่อวันอังคาร ขึ้น ๓ ค่ำ เดือนรอมดอน ปีชวดนักษัตร์ ฮิจยาเราะห์
๗๘"

(แลหลังเมืองตานี, อนันต์ วัฒนานิกร, ๒๕๒๘)

 

 

          เรื่องเกี่ยวกับ "ชาวโรมัน" ซึ่งมีชื่อเป็น "แขก"
นี้เคยปรากฏอยู่ในตำนานปัตตานี คือเรื่องพระองค์มหาวังษา
พระเจ้ากรุงโรม ซึ่งโรมหรือโรมันนี้ไม่ได้หมายถึงกรุงโรม
ในอิตาลี แต่หมายถึง เมืองหรุ่ม          

"         เมืองโรม ตรงกับเมืองหรุ่ม ที่ตั้งเมืองเรียกลังกาซูก
คำนี้ดูจะตรงกับลังกาสุกะ ถ้าถือตามนี้ก็แปลว่าลังกาสุกะ
กับเกดะห์ อยู่ที่เดียวกัน....."

(ภูมิศาสตร์วัดโพธิ์ เล่ม ๓, กาญจนาคพันธุ์, ๒๕๑๘)

         ดังนั้นช่างชาวโรม "อับดุลซามัค" ที่มาหล่อปืนนี้
อาจจะหมายถึงช่างจากที่ใดที่หนึ่งในอาณาจักรลังกาสุกะ
ซึ่งปัจจุบันยังไม่ยุติว่าลังกาสุกะตั้งอยู่ที่ใดแน่ แต่ก็อยู่ไม่ไกล
จากปัตตานีนั่นเอง

(ต่อมาบาดหลวงโรมันคาทอลิกได้อ่านเอกสารประวัติศาสตร์
พบคำว่า ชาว "โรม" เลยเหมาเอาว่า ปราสาทหินนครวัด
เป็นพวกชาวโรมันมาสร้างไว้ และเขียนตำราออกเผยแพร่
ปรากฏเป็นหลักฐานพิสูจน์ความโง่เง่าตราบเท่าทุกวันนี้) ....
ตำนานอีกเรื่องหนึ่งกล่าวถึง "นางพญาปัตตานี" เป็นผู้สร้าง
แต่ปัญหาคือไม่ได้ระบุว่าเป็นนางพญาคนไหน ตำนาน
เรื่องนี้กล่าวถึง ผู้ที่หล่อปืนพญาตานีว่าเป็นชาวจีนฮกเกี้ยน
แซ่ลิ้ม หรือหลิม ชื่อเคี่ยม เดินทางมาจากเมืองจีน แล้วมา
ตั้งรกรากอยู่ที่บ้านกะเสะ ปัตตานี

ต่อมาได้แต่งงานกับหญิงสาวชาวปัตตานี แล้วเปลี่ยนมา
นับถือศาสนาอิสลาม ชาวปัตตานีเรียกว่า "ลิ้มโต๊ะเคี่ยม"
โต๊ะ หรือ ดาโต๊ะ หมายถึง ผู้อาวุโส ..

ลิ้มโต๊ะเคี่ยมอาศัยอยู่ปัตตานีได้หลายปี จนน้องสาวคือ
ลิ้มกอเหนี่ยว เดินทางมาจากเมืองจีน เพื่อจะตามพี่ชาย
ให้กลับบ้านไปดูแลพ่อแม่และให้เลิกนับถือศาสนาอิสลาม
ลิ้มกอเหนี่ยวอ้อนวอนอยู่หลายปีก็ไม่สำเร็จ ก็ผิดหวัง
อย่างมากตัดสินใจผูกคอตายใต้ต้นมะม่วงหิมพานต์
ใกล้กับมัสยิดกรือเซะ         ...

บางตำนานเล่าว่าเหตุที่ ลิ้มกอเหนี่ยวเลือกมาผูกคอตาย
ใกล้กับมัสยิดแห่งนี้ ก็เพราะต้องการจะประชดพี่ชาย
ซึ่งเป็นนายช่างก่อสร้างมัสยิดกรือเซะ มัสยิดแห่งนี้
จึงเหมือนต้องคำสาปทำให้ก่อสร้างไม่สำเร็จ ลิ้มโต๊ะเคี่ยม
พยายาม สร้างหลังคาโดมหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็เกิด
ฟ้าผ่าพังลงมาทุกครั้ง

         มัสยิดกรือเซะก็มีตำนานที่หาข้อยุติได้ยาก
ว่าใครเป็นผู้สร้าง และสร้างขึ้นในสมัยใด แต่มีหลักฐาน
ชิ้นหนึ่งที่ทำให้เรื่องปืนพญาตานีและมัสยิดกรือเซะ
มาสอดคล้องกันพอดี ก็คือ

สุลต่านมุซาฟาร์ ชาฮ์ สั่งให้สร้างมัสยิดขึ้น ๒ แห่ง คือ
มัสยิดกรือเซะ และมัสยิดตันหยง ดาโต๊ะ และใช้ช่างชาวจีน

          บันทึกของชาวฮอลันดา ในปี ๒๑๔๓ ตรงกับ
รัชสมัยของราชินีฮีเยา กล่าวถึงผู้สร้างมัสยิดที่
เป็นคนจีนว่า          . "

         .. โบสถ์ของชาวมุสลิม หรือที่เรียกว่ามัสยิด เป็นตึก
สง่างาม โอ่โถง สร้างด้วยอิฐสีแดงโดยช่างชาวจีน ด้านใน
เคลือบอย่างหรูหรามาก และประดับประดาด้วยเสาที่มีรูปสลัก
อย่างวิจิตรพิสดาร ด้านที่ติดกับผนังสลักและเคลือบปิดทอง
ทั่วทั้งหมด"

(ปัตตานี การค้า และการเมืองการปกครองในอดีต,
ครองชัย หัตถา, ๒๕๔๑)

         . หากนำตำนานและบันทึกฉบับนี้มาผูกเข้าด้วยกัน
ก็เป็นไปได้ว่าผู้สั่งสร้างปืนพญาตานี อาจจะเป็นสุลต่านมุซาฟาร์
ชาฮ์ หรือราชินีฮีเยา สั่งให้ลิ้มโต๊ะเคี่ยมนายช่างผู้สร้างมัสยิด
กรือเซะเป็นผู้หล่อปืนขึ้น แต่ยังไม่มีหลักฐานใดที่พูดถึง
สุลต่านมุซาฟาร์ ชาฮ์ ในฐานะผู้สร้างปืนพญาตานีกระบอกน
ี้
          ส่วนราชินีฮีเยาขึ้นครองราชย์ห่างจากปีสวรรคต
ของสุลต่านมุซาฟาร์ ชาฮ์ เพียง ๒๐ ปี และสุลต่าน
พระองค์ต่าง ๆ ซึ่งแทรกอยู่ระหว่างผู้ครองปัตตานี
ทั้ง ๒ องค์นี้ ก็อยู่ในภาวะการเมืองที่ไม่สงบ และไม่มี
หลักฐานใดๆ พอจะบ่งชี้ว่า เป็นผู้สร้างปืนพญาปัตตานี

          ยังมีผู้สันนิษฐานว่าปืนพญาตานีน่าจะสร้าง
ในสมัยราชินีฮีเยา โดยคำนวณจากช่วงเวลา และอายุปืน
คือ

"         ..ลิ้มโต๊ะเคี่ยมอพยพมาจากเมืองจีนในปี พ.ศ.
๒๑๒๑ ตรงกับสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสวย
ราชสมบัติ (พ.ศ. ๒๑๒๑-พ.ศ. ๒๑๓๖) หรือปลายรัชสมัย
พระเจ้าธรรมราชา
         ..ลิ้มโต๊ะเคี่ยมมาอยู่ได้ระยะหนึ่งจนกระทั่งแต่งงาน
กับ ชาวปัตตานี และน้องสาวมาตามกลับบ้าน ได้อ้อนวอน
พี่ชายอยู่หลายปี
         ..ฉะนั้นการสร้างปืนคงสร้างหลังจากน้องสาว
ถึงแก่กรรมแล้ว เพราะว่าหลังจากสร้างปืนเสร็จแล้ว
ในการทดลองยิงปืนกระบอกที่สามลิ้มโต๊ะเคี่ยมได้เสียชีวิต
ในวันนั้น........"

(ปืนพญาตานี, สำราญ วังศพ่าห์, เมืองโบราณ, ๒๕๒๒)


 

....... ข้อสันนิษฐานนี้อาจจะมีปัญหาในเรื่องปี ๒๑๒๑ ที่ลิ้มโต๊ะเคี่ยม
มาถึงสยาม เพราะสุลต่านมุซาฟาร์ ชาฮ์ ผู้สร้างมัสยิดกรือเซะ
สิ้นพระชนม์ในปี ๒๑๐๗ ก่อนที่ลิ้มโต๊ะเคี่ยมจะมาถึงสยาม
ทำให้ไม่สอดคล้องกับตำนานผู้สั่งให้สร้างมัสยิด และบันทึก
ของฮอลันดา

........แต่ไม่ว่าลิ้มโต๊ะเคี่ยมจะมาก่อนปี ๒๑๐๗ หรือหลังจากนั้น
ประกอบกับไม่มีหลักฐานว่าสุลต่านมุซาฟาร์ ชาฮ์ เป็นผู้สั่งให้สร้าง
ปืนพญาปัตตานี

........ ระยะเวลาที่เหมาะสมลงตัวที่สุดคือในรัชสมัยของราชินีฮีเยา
นอกจากนี้ในสมัยของราชินีฮีเยา ซึ่งครองราชย์ยาวนานถึง ๓๒ ปี
ก็เป็นยุคทองของปัตตานี ถึงกับมีหลักฐานว่าเป็นศูนย์กลางการ
ค้าอาวุธให้กับสยามและญี่ปุ่นในเวลานั้น

         .ปัญหาของผู้สร้างปืนพญาปัตตานียังไม่จบลง
แค่นั้น ยังมีหลักฐานอื่นชี้ว่า ราชินีบีรู ซึ่งครองราชย์
ต่อจากราชินีฮีเยา เป็นผู้สั่งให้หล่อปืนพญาปัตตานีขึ้น
ด้วยเหตุผลที่ว่ามีกระแส ข่าวมาตลอดเวลาว่า
พระเจ้าแผ่นดินสยามตระเตรียมกำลัง เพื่อยกมาตี
ปัตตานีจึงสั่งการให้เตรียมตัวป้องกันภัยสงคราม
แล้วให้ลิ้มโต๊ะเคี่ยมเป็นนายช่างหล่อปืนใหญ่ไว
้จำนวน ๓ กระบอก คือ นางพญาตานี ศรีนัครี และ
มหาเลลา
         .. บริเวณที่หล่อปืนนี้อยู่ไม่ห่างจากมัสยิดกรือเซะ
ปัจจุบันยังปรากฏเป็นพื้นที่เตียนโล่ง เนิน ๔ เหลี่ยม
กว้าง ยาวประมาณ ๔ เมตร ไม่มีต้นหญ้า หรือต้นไม
้ขึ้น เพราะดิน บริเวณนั้นถูกเผาจนสุกกลายเป็นอิฐ
จนหมด

         ... ขณะที่หล่อปืนเสร็จไปแล้ว ๒ กระบอก พอถึง
กระบอกที่ ๓ กลับเททองไม่ลง เมื่อได้มีการเซ่นไหว
้บวงสรวง แล้ว ก็ยังเททองไม่ลงอีก ลิ้มโต๊ะเคี่ยม
จึงกล่าวคำ ปฏิญาณว่า หากเททองสำเร็จลงได้จะขอ
เอาชีวิตเป็นเครื่องเซ่น จึงสามารถเททองได้สำเร็จ

         ... ครั้นเมื่อหล่อปืนทั้ง ๓ กระบอกเสร็จสิ้นลงแล้ว
ก็ได้ทำการทดลองยิงปืนกระบอกที่ ๑ และ ๒ จนถึง
กระบอกที่ ๓ ลิ้มโต๊ะเคี่ยมก็ได้ทำตามสัญญาที่ได้
ปฏิญาณไว้ จึงไปยืนอยู่หน้าปากกระบอกปืน

         ..แล้วกล่าวคำว่าที่ลิ้มโต๊ะเคี่ยมได้ปฏิญาณไว้ ถ้าปืน
กระบอกนี้เทลงดีแล้ว จะเอาชีวิตเป็นเครื่องเซ่นไหว้ปืน ครั้งนี้
ลิ้มโต๊ะเคี่ยมได้ปลงใจยอมดังที่ปฏิญาณไว้แต่ก่อน แล้วก็
บอกให้คนจุดปืน พอปืนลั่นออกแรงดินหอบพาลิ้มโต๊ะเคี่ยม
สูญหายไปในเวลานั้น         "

(พงศาวดารเมืองปัตตานี, ประชุมพงศาวดาร
ภาคที่ ๓, ก้าวหน้า, ๒๕๐....)

 

 

         ปืนพญาตานีนี้มีขนาดที่บันทึกไว้ในเอกสารว่า
ยาว ๓ วา ๑ ศอก ๑ คืบ ๒ นิ้วครึ่ง ปากกระบอกกว้าง ๑๑ นิ้ว
ภายหลังสำรวจใหม่เทียบกับมาตราปัจจุบัน เส้นผ่าศูนย์กลาง
ปากลำกล้อง ๒๔ เซนติเมตร ยาว ๖.๘๒ เมตร ขอบปาก
ลำกล้องหนา ๑๐ เซนติเมตร หล่อด้วยสำริด ลำกล้องเรียบ
บรรจุกระสุนทางปากกระบอก มีหูระวิง และห่วงคล้องสำหรับยก
๒ คู่ ท้ายปืนหล่อตันเป็นรูปสังข์ เพลาสลักรูปราชสีห์ มีคำจารึก
"พญาตานี" และขนาดดินดำที่ใช้บรรจุเพื่อยิง

         ... สรุปว่ามีข้อสันนิษฐานเรื่องผู้สร้างปืนพญาตานีไว้
๓ พระองค์ คือ สุลต่านอิสมาเอล ชาฮ์ (๒๐๔๓-๒๐๗๓)
สร้างโดยช่างชาว "โรมัน" ชื่ออับดุลซามัค อีก ๒ พระองค์
ที่เป็นไปได้คือ ราชินีฮีเยา (๒๑๒๗-๒๑๕๙) ราชินีบีรู
(๒๑๕๙-๒๑๖๗) สร้างโดยลิ้มโต๊ะเคี่ยม ชาวจีน ช่างหล่อปืน
ทั้ง ๒ คนนี้เป็นชาวพื้นเมือง ซึ่งสอดคล้องกับเทคนิคการ
หล่อปืนพญาตานีว่า เป็นฝีมือของช่างชาวพื้นเมือง ไม่ใช่
เป็นปืนนำเข้าจากที่อื่น
ปืนพญาตานีเข้ากรุงเทพฯ
         ในปี ๒๓๒๙ พม่ายกทัพมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ได้
นครศรีธรรมราช พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรมหา
สุรสิงหนาท เสด็จยกทัพหลวงลงมาปราบปราม เมื่อตีทัพ
พม่าแตกพ่ายไปแล้ว หัวเมืองที่เคยแข็งขืนแต่ก่อนก็ให้มา
อ่อนน้อมดังแต่ก่อน มีพระยาไทรบุรี พระยาตรังกานู
ก็ปรากฏว่าพระยาปัตตานียังแข็งขืน ไม่ยอมอ่อนน้อม
ต่อสยาม

         .. จึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดทัพไปตีเมืองปัตตานี
จนยึดเมืองได้สำเร็จ

         ..ระหว่างนั้นกรมพระราชวังบวรฯ ทรงรับแจ้งว่า
พบปืนใหญ่ ๒ กระบอก จึงโปรดเกล้าฯ ให้นำปืนทั้ง ๒
กระบอก กลับกรุงเทพฯ เพื่อตัดรอนไม่ให้ปัตตานี
แข็งขืนได้อีก

"         .แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พวกกองทัพ
เข็นปืนทองเหลืองใหญ่ในเมืองปัตตานี ๒ กระบอก
ลงเรือรบ แต่ปืนกระบอกหนึ่งตกน้ำเสียที่ท่า หน้าเมือง
ปัตตานี ได้ไปแต่กระบอกเดียว คือปืนนางพระยาปัตตานี
เดี๋ยวนี้         "

(พงศาวดารเมืองสงขลา, ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓,
ก้าวหน้า, ๒๕๐๗)

 

........ปืนกระบอกที่ ๒ คือ ศรีนัครี นั้นในพงศาวดารเมือง
ปัตตานี กล่าวไว้แตกต่างกัน คือไม่ได้ตกน้ำหายไป
แต่จมหาย ทั้งเรือ .

"         ปืนกระบอกที่ ๑ ชื่อนางปัตตานีนั้น ออกไปถึง
เรือหลวงก่อน ได้ยกปืนขึ้นบนเรือหลวงเสร็จแล้ว เรือที่บรรทุก
ปืนกระบอกที่ ๒ ซึ่งชื่อ ศรีนัครี ตกอยู่ข้างหลัง เกิดพายุ
เรือที่บรรทุกปืนกระบอกที่ ๒ ชื่อ ศรีนัครี ล่มลง ปืนก็จม
สูญหายไปด้วย"

         .ส่วนปืนกระบอกที่ ๓ นั้น ที่ชื่อ มหาเลลา นั้น
ไม่มีหลักฐานใดๆ กล่าวถึง หายสาบสูญไปเฉยๆ เอกสาร
บางฉบับอ้างว่า ปืนแตกขณะทำการรบกับกองทัพของ
ปลัดจะนะ ทัพหน้าของกรมพระราชวังบวรฯ

         เมื่อปืนพญาตานีมาถึงกรุงเทพฯ ในปี ๒๓๒๙
กรมพระราชวังบวรฯ กราบบังคมทูลถวายปืนใหญ่
แก่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พร้อมทั้ง
กราบทูลถวายครัวแขก พม่าเชลย และเครื่อง
ศาสตราวุธต่างๆ          

"........ปืนบอกใหญ่ที่ได้มาแต่เมืองตานีนั้น ก็โปรด
ให้แก้ไขตกแต่งลวดลายท้ายสังข์ขัดสีเสียใหม่ให้จารึก
นามลงไว้กับบอกปืนว่า "พญาตาณี" แล้วให้ทำโรงไว้
ที่ข้างหน้าศาลาลูกขุนในฝ่ายขวา......"

(พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑,
เจ้าพระยาทิพากรวงศ์, กรมศิลปากร, ๒๕๓๑)
         จากนั้นก็โปรดให้หล่อปืนขึ้นคู่กับปืนพญาตานี
อีกกระบอกหนึ่ง ที่โรงหล่อริมถนน ประตูวิเศษไชยศรี
พระราชทานชื่อว่า "นารายณ์สังหาร" และให้หล่อปืนขึ้น
อีก ๖ กระบอก ทำโรงขึ้นไว้เป็นคู่ๆ กันข้างประตูวิเศษ
ไชยศรี ภายหลังจึงย้ายมาไว้ที่หน้ากระทรวงกลาโหม
อย่างใน ปัจจุบัน

         .ทุกวันนี้จังหวัดปัตตานียังใช้สัญลักษณ์ปืน
พญาตานี เป็นตราประจำจังหวัดอยู่

         .. ในคราวที่นำปืนพญาตานีมากรุงเทพฯ นี้ ก็ยังมี
ครัวแขกพ่วงมาด้วย บุคคลที่มีชื่อเสียงในกลุ่มครัวแขก
ครั้งนี้คือ นางประแดะ มเหสีของท้าวประดู่..

         .นางก็ไร้ญาติวงศ์พงศา หมายพึ่งบาทาพระโฉมศรี
         .โคตรพ่อโคตรแม่ก็ไม่มี อยู่ถึงเมืองตานีเขาตีมา
         .ตำนานปืนพญาตานีได้นำไปสู่เรื่องราวของ
"กษัตริยา" ผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งสามารถขับเคี่ยวกับอาณาจักรใหญ่
อย่างกรุงศรีอยุธยาได้ ปืนกระบอกนี้จึงไม่ได้มีความหมาย
เพียงแค่อาวุธสงคราม แต่ยังบอกเรื่องราวในอดีตของ
การเมือง เศรษฐกิจ สัมพันธภาพระหว่างสยามกับปัตตานี
และเป็นอนุสรณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของปัตตานีได้เป็นอย่างดี


ตำนานที่ถูกต้อง ของ มัสยิสกรือเซะ

........ ตำนานมัสยิดกรือเซะ ที่กรือเซะ-บานา เป็นเรื่องราว
ที่ได้สร้างความอัปยศให้กับสังคมมุสลิม นับตั้งแต่ประวัติศาสตร์
อิสลามเกิดขึ้นมาในปัตตานี

เริ่มจากรัชสมัยของพระยาอินทิรา แห่งราชวงศ์ RAJA WANGSA
ซึ่งพระองค์ได้ยอมรับศาสนาอิสลามเป็นวิถีแห่งชีวิต และทรงม
ีพระนามว่า สุลต่าน อิสมาแอล ชาห์

         ซึ่งตามประวัติศาสตร์แล้ว มัสยิดกรือเซะ หรือมัสยิด
ญาเมี๊ยะอ์ ประจำมหาราชวังโกตามะลิฆัย ไม่ได้ถูกสร้างโดย
ลิ้มโต๊ะเคียม เหมือนดังตำนานของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ที่บอกเล่า
ต่อๆ กันมา หรือตามตำนานที่ได้ถูกเขียนไว้ในวารสาร อสท.
ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ฉบับที่ยังไม่ได้ปรับปรุง)
และมัสยิดกรือเซะไม่ได้ถูกฟ้าผ่า เนื่องจากคำสาปแช่ง ของ
นางสาวลิ้มกอเหนี่ยวหรือหลิมกัวเนี่ยว ที่ผูกคอตายที่ใต้ต้น
มะม่วงหิมพานต์ริมชายหาดตันหยงลูโล๊ะ

         ..ดั่งตำนานได้บอกกล่าวว่าไว้ ที่ว่า "เมื่อนางไม่สามารถ
ชวน ลิ้มโต๊ะเคี่ยมหรือหลิมเต้าเคียน ผู้เป็นพี่ชายกลับเมืองจีน
เพื่อไปดูแลแม่ที่แก่ชราได้ นางจึงเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ
จึงตัดสินใจผูกคอตายกับกิ่งต้นมะม่วงหิมพานต์ พร้อมอาฆาต
พยาบาทต่อมัสยิดกรือเซะ อันเป็นต้นเหตุให้พี่ชายไม่สามารถ
กลับเมืองจีนพร้อมกับนางได้ นางจึงได้ตั้งจิตอธิฐานว่า
ขอให้มัสยิดหลังนี้มีอันเป็นไปในทุกๆครั้งที่มีการก่อสร้าง
จากนั้นก็ได้มีฟ้าคะนองพร้อมกับได้มีอสนีบาตฟาดลงมา
บนโดมมัสยิดจนพังพินาศเสียหาย

         ..ชาวมุสลิมต่างเกรงกลัวต่ออิทธิฤทธิ์ของนางไม่กล้า
ที่จะกลับมาสร้างหรือกลับมาบูรณะอีกต่อไป แหละเมื่อใด
ก็ตามที่คิดชาวมุสลิมคิดจะที่บูรณะมัสยิดหลังนี้ เมื่อทำการ
บูรณะเสร็จก็จะโดนฟ้าผ่าเสียทุกครั้งไป จนชาวมุสลิมไม่กล้า
บูรณะมัสยิดหลังนี้อีกต่อไป ปล่อยทิ้งให้มัสยิดรกร้างว่างเปล่า
ตั้งแต่นั้นมา เพราะความเกรงกลัวต่ออำนาจอิทธิฤทธิ์ของ
นางสาวลิ้มกอเหนี่ยว หรือที่ถูกเรียกขานว่า เจ้าแม่ลิ้ม
กอเหนี่ยว ในปัจจุบัน"
         .แต่ในทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์
ไทยเอง ที่ถูกพบบางส่วน หรือประวัติศาสตร์ของชาวมลายู
ที่ได้ถูกบันทึกไว้ เขียนไว้ว่า

.......…สาเหตุที่มัสยิดกรือเซ๊ะเสียหาย ก็เพราะโดนกองทัพจาก
กรุงสยามเข้าตีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น หรือเมื่อประมาณ
ปี พ.ศ.2328 เมื่อครั้งที่กองทัพสยามได้เข้ามาตีหัวเมืองปักษ์ใต้
ทหารสยามได้ระดมยิงปืนใหญ่จนเมือง และพระราชวังตลอดจน
มัสยิดเกิดความเสียหาย และเมื่อทหารสยามรบชนะก็ได้ทำการ
เผามัสยิดเพื่อลอกเอาเนื้อทองคำบริสุทธิ์ ที่ห่อหุ้มบนโดมมัสยิด
และได้แกะพลอยที่ประดับประดาอยู่ที่ฝามัสยิดกรือเซ๊ะกลับไป
กรุงสยาม
         ..ในสมัยที่กองทหารสยามเข้ายึดเมืองปัตตานีและ
หัวเมืองปักษ์ใต้ หรือหัวเมืองมลายู กองทัพสยามได้ทำการ
กวาดต้อนเชลยศึกและริบทรัพย์สินในสงคราม ตอนที่กองทัพ
ถอยทัพกลับนั้นทหารเรือ ต้องเดินทางเปล่ากลับกรุงเทพมหานครฯ
ด้วยเพราะทรัพย์สินที่ยึดได้นั้นมีมากจนเรือลำหนึ่งที่บรรทุก
ปืนใหญ่ชื่อ "ศรีนะฆะรา" และสมบัติของเชลยศึกที่ยึดได้
จมล้มในอ่าวปัตตานีเพราะบรรทุกทรัพย์สินจนเกินที่น้ำหนัก
ของเรือจะรับไว้ได้เพราะมากเกินไป จนเรือสำเภอลำดังกล่าว
จมลงในอ่าวปัตตานี ปืนใหญ่ที่ชื่อ "นางพญาตานี" ถูกนำขึ้น
กรุงเทพมหานครฯในสมัยนี้นี่เอง
         .ปัตตานี กลันตัน ตรังกานู เคดะห์ และปีนัง ถูกกองทัพ
สยาม โจมตีและยึดครองและในปี พ.ศ.2329 กองทัพสยาม
ได้ขนปืนใหญ่ นางพญาตานี ขึ้นไปกรุงเทพฯ พร้อมกับได
้ทำการกวาดต้นเชลยศึก มลายูขึ้นไปจำนวนหลายสิบ
หมื่นคน เพื่อไปเป็นโลห์มนุษย์และ ทำการขุดคลอง
จนได้ชื่อว่าคลองแสนแสบในปัจจุบัน

          สถานที่ๆ เชลยศึกและทาสมลายู ถูกปล่อยเป็น
กลุ่มก้อน มากที่สุดก็คือแถวคลองตัน พระโขนง มีนบุรี
หนองจอก ทุ่งครุ แถวคลองตะเคียน ริมวัดลอดช่อง
อยุธยา นครนายก ปทุมธานี และแปดริ้ว
( อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเฉิงเทรา ปัจจุบัน)

 

         .. มัสยิดกรือเซะ หรือมัสยิดญาเมี๊ยะ หรืออีกนามหนึ่งคือ
มัสยิดปินตูกรือบัง ซึ่งมัสยิดหลังดังกล่าว ตามหลักฐานทาง
ประวัติศาสตร์ ไม่ได้ถูกฟ้าผ่าดั่งเรื่องราวคำบอกเล่าตามตำนาน
เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่ได้เล่าขานเอาไว้
         .. แต่มัสยิดกรือเซะโดนเผาเมื่อตอนที่สมัยกองทัพสยาม
ได้เข้ามาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ แม่ทัพบางคนที่คุมทัพรัตนโกสินทร์
ครั้งนั้น อย่างเช่นพระยาราชบังสัน ซึ่งเป็นมุสลิมเสียใจต่อการกระทำ
ครั้งนี้ของกองทัพสยามอย่างมาก

         ... แต่สงครามก็คือสงคราม ผู้ชนะย่อมต้องทำลายเมือง
และศาสนสถานหรือบ้านเรือนของผู้แพ้ตลอดจนกวาดต้อนเชลยศึก
นำไปเป็นทาส เพื่อไม่ตั้งตัวเป็นเสี้ยนหนามแผ่นดินในอนาคตได้
ซึ่งเรื่องในทำนองนี้ กองทัพพม่าได้เคยกระทำต่อกรุงศรีอยุธยา
ฉันใด กองทัพสยามก็ได้ทำต่อปัตตานีฉันนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลก
มันเป็นเหตุผลของสงคราม มันเป็นความชอบธรรมสำหรับผู้ชนะ
เพราะความชอบธรรมในโลกนี้ แล้วแต่ใครจะเป็นคนเขียน
แล้วใครจะเป็นคนบัญญัติ ผู้ชนะย่อมเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์
ผู้ชนะย่อมเป็นผู้สร้างตำนาน
         .. มัสยิดกรือเซะ หรือมัสยิดปินตูกรือบัง ได้ถูกกรมศิลปกร
ตีทะเบียนเป็นโบราณสถานและทำการบูรณะ เมื่อปี พ.ศ.2478
และได้ทำการบูรณะอีกครั้ง ในปี พ.ศ.2500 และในปี พ.ศ.2525
ได้ทำการบูรณะอีกครั้ง เนื่องในโอกาสสมโภชน์ กรุงรัตนโกสินทร์

         . ลิ้มโต๊ะเคี่ยมหรือ หลิมเต้าเคียน เข้ามาในปัตตานี เมื่อ
ประมาณปี พ.ศ.2119 ในสมัยแผ่นดินสุลต่านบาฮาดูร์ ชาห์
โดยได้ นำเรือสำเภามาจอดเทียบท่าที่ท่าเทียบเรือตันหยง
ลูโล๊ะ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าลิ้มโต๊ะเคี่ยมหรือหลิมเต้าเคียน ได้อภิเษก
สมรส เจ้าหญิงองค์ใดเลย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหญิงฮิเยาว์ เจ้าหญิง
บีรู เจ้าหญิงอูงู หรือราชินีกูนิง

         . เพราะฉะนั้นตามตำนานได้เล่าต่อๆ กันมาว่า
ลิ้มโต๊ะเคี่ยมได้แต่งงานกับบุตรีของเจ้าเมืองปัตตานี
น่าจะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เพราะในประวัติศาสตร
์อิสลามปัตตานี นับตั้งแต่พระยาอินทิราเข้ารับอิสลาม
มาจนถึงการปกครองของสุลต่านบาฮาดูร์ ชาห์ ซึ่งอยู่
ในระหว่างปี พ.ศ.2043-2127 ไม่ปรากฏว่าบุตรีของ
สุลต่านองค์ใดแต่งงานกับลิ้มโต๊ะเคี่ยมหรือหลิมเต้าเคียนเลย
และมัสยิดกรือเซะไม่ได้ถูกสร้างในสมัยสุลต่านบาฮาดูร์ ชาห์
แต่น่าจะสร้างในรัชสมัยของสุลต่านอิสมาแอล ชาห์ หรือ
พระยาอินทิรา ภายหลังจากที่พระองค์ได้เข้ารีตศาสนา
อิสลาม

         .. และสิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างก็คือ ศีลปะของมัสยิด
กรือเซะ เป็นศิลปะแบบเปอร์เซีย ไม่ว่าจะเป็นซุ้มประตูโค้ง
และเมี๊ยะรอบ ล้วนแล้วแต่เป็นทรงและศีลปกรรมแบบเปอร
์เซียทั้งสิ้น

         .. มัสยิดกรือเซะมีอะไรหลายอย่างที่เหมือนศิลปะโมกุล
เหมือนที่วังนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดราชบุรี หรือ
เหมือนวัดกุฎีดาว ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งศิลปะ
การลงยาราชาวดีเป็นเทคนิคของนายช่างชาวมุสลิม
เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ลิ้มโต๊ะเคี่ยมจะสร้างมัสยิด
หลังนี้ เหมือนดั่งที่ตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเล่าต่อๆ กันมา
เพราะถ้าเราได้ไปดูมัสยิดในเมืองจีนที่สร้างเมื่อ 400-500
ปีที่แล้ว เราเห็นได้ว่า มัสยิดเหล่านั้นล้วนแล้วแต่มีรูปทรง
หรือศิลปะแบบจีน(หรือเหมือนวัดจีน)ทั้งสิ้น ลิ้มโต๊ะเคี่ยม
จะเอาศีลปกรรมแบบเปอร์เซียมาสร้างมัสยิดมาจากไหน
สิ่งที่อาจจะเป็นไปได้ก็คือว่า ลิ้มโต๊ะเคี่ยม อาจจะเข้ามาช่วย
อาสาบูรณะมัสยิดภายหลังจากเกิดความเสียหายจากสงคราม
ก็เป็นได้

         . อีกอย่างลิ้มโต๊ะเคี่ยมไม่ได้สมรสกับบุตรีของสุลต่าน
ปัตตานีดั่งที่ตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวว่ากล่าวไว้
แต่อาจจะสมรสกับเครือญาติของสุลต่านก็เป็นได้
ลิ้มโต๊ะเคี่ยมจึงเป็นผู้ที่อาสาต่อเติมมัสยิดให้เสร็จสิ้น
หลังจากที่กองทัพอยุธยาได้เข้ามาโจมตี

 

 

         . สิ่งที่น่าสังเกตก็คือในสมัยเจ้าหญิงฮิเยา เจ้าหญิงบีรู
เจ้าหญิงอูงู และเจ้าหญิงกูนิงครองเมืองปัตตานี ระหว่างปี
พ.ศ.2127-2230 มัสยิดกรือเซะก็ยังไม่ถูกทำลาย มัสยิด
กรือเซะยังคงถูกบันทึกว่าเป็นมัสยิดที่งดงาม ภายในมัสยิด
มีลวดลายอันวิจิตร บนยอดโดมของมัสยิดกรือเซะหุ้มด้วย
ทองคำบริสุทธิ์ ฝาผนังประดับด้วยพลอยและทับทิม
เพราะในรัชสมัยของราชินีฮิเยา เคยเกิดสงครามครั้งหนึ่ง
ที่เป็นเหตุทำให้มัสยิดเสียหาย คือในปี พ.ศ. 2146 สมเด็จ
พระนเรศวรมหาราช ได้ส่งกองทัพเรือเข้ามาตีเมืองปัตตานี
โดยมีออกญาเดโช เป็นผู้นำทัพ โดยมาขึ้นที่ปากอ่าวเมือง
ปัตตานีและบุกเข้าประชิดตัวเมือง

         ..ราชินีฮิเยาได้นำทหารหาญของเมืองปัตตานีออก
มาต่อต้านกองทัพอยุธยาอย่างเต็มกำลังสามารถ โดยใช้
ปืนใหญ่ออกมายิงต่อสู้ จนกองทัพสยามต้องถอยทัพกลับ
ไปในที่สุด

         . และในศึกสงครามครั้งนี้ทำให้มัสยิดกรือเซะหรือ
มัสยิดปินตูกรือบังเสียหาย ลิ้มโต๊ะเคี่ยม ซึ่งรับราชการอยู่
จึงรับอาสาช่วยบูรณะซ่อมมัสยิดกรือเซะ

         . และเป็นเวลาเดียวกับที่นางหรือนางสาวลิ้มกอเหนี่ยว
(สมัยนั้นยังไม่ได้รับฉายาเป็นเจ้าแม่) มาตามพี่ชาย
แต่พี่ชายไม่ยอมกลับเพราะยังบูรณะมัสยิดไม่เสร็จ
และอาจเป็นไปได้ว่าลิ้มโต๊ะเคี่ยมมีความตั้งใจแล้วว่า
จะไม่กลับไปแผ่นดินจีนอีกเพราะ

1.ต้องการบูรณะมัสยิดให้เสร็จ
2.ต้องต้องการที่จะตั้งรกรากใหม่ที่นี่เพราะมีลูกมีเมียแล้ว
3.เพราะตนเข้ารับอิสลามและเป็นมุสลิม
         .. นางสาวลิ้มกอเหนี่ยวเมื่อได้รับการปฏิเสธจากพี่ชาย
ก็เลยเสียใจ เพราะได้รับปากกับทางบ้านแล้วว่าจะนำพี่ชาย
ไปยังบ้านเกิดให้จงได้ ถึงแม้ลิ้มโต๊ะเคี่ยมจะอธิบายเหตุผล
และความจำเป็นของภารกิจอย่างไรก็ตาม ลิ้มกอเหนี่ยว
ก็ไม่ยอมฟัง เมื่อไม่สามารถโน้มน้าวจิตใจพี่ชายให้คล้อยตาม
นางได้ นางจึงเสียใจเป็นสุดกำลัง เพราะนางไม่สามารถ
บากหน้ากลับไปหาแม่ที่เมืองจีน โดยปราศจากพี่ชาย
ของนางได้ นางจึงได้ตัดสินใจผูกคอตายโดยใช้ผ้า
หรือเชือกผูกกับกิ่งต้นมะม่วงหิมพานต์ที่ริมชายหาด
ตันหยงลูโละ ส่วนนางจะสาปแช่งให้ฟ้าผ่ามัสยิด
หรือไม่นั้นไม่มีใครรู้

 

 

       .. และเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ถ้าหากนางสาปแช่ง
มัสยิดกรือเซะจริง แล้วใครเป็นคนได้ยิน แล้วหากมีคนได้ยิน
ตอนที่นางสาปแช่ง ทำไมไม่ช่วยกันห้าม การผูกคอตายครั้งนี้
เป็นไปเพราะน้อยใจพี่ชายเท่านั้น หรือหากนางอาฆาตพยาบาท
ต่อมัสยิดกรือเซะ ก็คงไม่ใช่เพราะแรงอาฆาตพยาบาท หรือแรง
อธิษฐานของนางหรอกที่ดลบันดาลให้ฟ้าผ่ามัสยิดกรือเซะ
เพราะหากมีฟ้าผ่ามัสยิดกรือบ้างก็เพียงเพราะเหตุที่โดมสัมยิด
กรือเซะหุ้มด้วยทองคำต่างหาก เพราะมัสยิดกรือเซะในสมัยนั้น
ไม่มีสายล่อฟ้า และในความเป็นจริงมัสยิดกรือเซะก็ไม่ได้เสียหาย
เพราะถูกฟ้าผ่า

 

         ผู้ชนะย่อมสามารถเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาเองได้
แต่การจะเขียนว่า "มัสยิดกรือเซะโดนนางสาวหรือนางลิ้ม
กอเหนี่ยว สาปแช่งไว้จนถูกฟ้าผ่านั้น" มันขัดกับความจริง
ที่เกิดขึ้น "จึงอุปโลกตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวขึ้นมา
เพราะต้องการปกปิดความจริงบางอย่าง" ซึ่งจริงๆ แล้ว
ไม่จำเป็นต้องปกปิดเลย เพราะอดีตก็คืออดีต อดีตมีเพื่อ
เรียนรู้ไว้เป็นบทเรียน สิ่งที่ดีจากการเรียนรู้ในอดีต เราก็
สามารถนำมาปรับปรุงพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นได้ สิ่งที่ไม่ดี
ก็ต้องจดจำไว้เป็นอุทาหรณ์เพื่อช่วยกันป้องกันแก้ไข
อย่าให้เกิดขึ้นอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

การบิดเบือนประวัติศาสตร์กรณีมัสยิดกรือเซะ

     ปัจจุบันชาวจีนและชาวไทย พยายามปั้นแต่งเรื่อง
นางลิ่มกอเหนี่ยว ผสมผสานกับนิยายเจ้าแม่ลิ่มกอเหนี่ยว
ของไต้หวัน ซึ่งเป็นที่บูชาของชาวจีนก่อนที่จะมีการ
อุปโลกน์ ศาลเจ้าแม ่ลิ่มกอเหนี่ยวที่ปัตตานี ชาวจีน
ได้สร้างสุสานปลอมขึ้น ทาง ทิศตะวันตกของมัสยิด

         . อันที่จริงสุสานของนางสิ่มกอเหนี่ยวนั้น แต่ก่อน
อยู่ในสวนมะพร้าวริมทะเล แต่พอถูกน้ำทะเลเซาะเข้า
ก็ทำให้สุสานเก่าจมอยู่ใต้น้ำ ชาวจีนจึงอุปโลกน์สร้าง
สุสานใหม่ขึ้นมา

ตามจดหมายเหตุราชวงศ์เหม็ง เล่มที่ 323 เรื่อง ประวัติ
เมืองกีลุ่งคือไต้หวันในปัจจุบัน กล่าวว่าเมื่อปลายปีเกี่ยเจ็ง
ตรงกับปี พ.ศ. 2109 แม่ทัพเช็กกีกวงได้ทำการปราบปราม
พวกโจรสลัดญี่ปุ่น จนราบคาบแล้ว หลิมเต้าเคียนกับพวก
ได้หลบหนีไปอาศัยอยู่ที่เกาะไต้หวัน

ส่วนจดหมายเหตุราชวงศ์เหม็งเรื่อง ประวัติเมืองลูซอน
บันทึกว่า เมื่อปีบวนเละที่ 4 ตรงกับปี พ.ศ. 2119 หาก
หลิมเต้าเคียนมาอยู่ที่นครปาตานีในช่วงที่ลงยูนุสขึ้น
ครองราชย์ นั่นคือ ปี 1725 (พ.ศ.2268) ต่างกับเรื่องแรก
ถึง 150 ปีกว่า แสดงว่า ต้องไม่ใช่หลิมเต้าเคียนเดียวกัน
อันที่จริง หลิมเต้าเคียนเป็นนิยายหรือตำนานนักเดินเรือทะเล
และลิ่มกอเหนี่ยวก็เป็นเจ้าแม่ที่ชาวไต้หวันกราบไหว้บูชา
มาช้านาน เมื่อมาเจอสุสานจีนดังกล่าว ก็ฉวยโอกาส
สร้างเรื่องราวให้สมจริงสมจัง

         ต่อมาพระจีนคณานุรักษ์ (ตันจูล่าย ต้นสกุล คณานุรักษ์ )
ซึ่งเป็นหัวหน้าชาวจีนในปัตตานีในอดีต เห็นว่าศาลที่ประดิษฐ์
องค์เจ้าแม่อยู่ที่หมู่บ้านกรือเซะห่างไกลจากตัวเมือง
ไม่สะดวกแก่แก่การประกอบพิธีต่าง ๆ จึงเอารูปเจว็ดนาง
กอเหนี่ยวมาตั้งไว้ในศาลเจ้าเล่งจูเกียง ในเมืองปัตตานี

         .. มัสยิดกรือเซะไม่ได้ร้างเพราะสร้างไม่เสร็จตาม
คำสาปของหญิงที่น้อยใจจนฆ่าตัวตาย แต่เพราะถูกกองทัพ
ของพระยากลาโหมเสนาและพระยาจ่าแสนยากรเผาทำลาย


         .. อนึ่งก่อนหน้านั้น มัสยิดนี้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว
มีรูปแบบ งดงามเป็นที่สรรเสริญของนานาชาติ กษัตริย์ลงยูนุส
ทรงประสงค์ที่จะบูรณะ แต่สิ้นพระชนม์เสียก่อน ไม่ได้หมายความ
ว่ามัสยิดสร้างไม่เสร็จเช่นกัน

          อันปรากฏเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สามารถสืบค้น
กรณีมัสยิสกรือเซะ ดังนี้ ข้อมูลราชวงศ์ ศรีวังศา สุลต่านมูซัฟฟาร์
ชาห์ ระหว่างปี พ.ศ.2092-2106 สุลต่านมูซัฟฟาร์ ชาห์ ได้เข้าเจริญ
สัมพันธไมตรีกับกับสยามในสมัยแผ่นดินของพระมหาจักรพรรดิ์ ถูกกัก
ตัวอยู่ในอยุธยา 2 เดือน แต่ถูกอยุธยาลบหลู่พระเกียรติ จึงเคืองแค้น
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์

**ราชาศรีวังสา หรือ พญาท้าวนภา ก่อนปี พ.ศ.2043
** พระยาอินทิรา หรือสุลต่านอิสมาแอล ชาห์ ระหว่างปี พ.ศ.
    2043-2073
** สุลต่านมูซัฟฟาร์ ชาห์ ระหว่างปี พ.ศ.2073-2107
** สุลต่านมันโซร์ ชาห์ ระหว่างปี พ.ศ.2107-2115
** สุลต่านปาเตะเซียม (ข้าของสยาม) ระหว่างปี พ.ศ.2115-2117
** สุลต่านปาเตะเซียม เป็นราชโอรสของสุลต่านมูซัฟฟาร์ ชาห์
    หรือพระยาตานีศรีสุลต่าน
**สุลต่านบาฮาดูร์ ชาห์ ระหว่างปี พ.ศ. 2117-2127
**เจ้าหญิงฮิเยา (เจ้าหญิงเขียว) ครองราชย์เมืองปัตตานีดารุส
    สาลาม ระหว่างปี พ.ศ.2127-2159
**เจ้าหญิงบีรู(เจ้าหญิงน้ำเงิน) ครองราชย์เมืองปัตตานีดารุส
    สาลาม ระหว่างปี พ.ศ.2159-2183
** เจ้าหญิงอูงู (เจ้าหญิงม่วง) ครองราชย์เมืองปัตตานีดารุส
    สาลาม ระหว่างปี พ.ศ.2183-2200
** เจ้าหญิงอูงูเป็นน้องสาวของเจ้าหญิงบีรู เจ้าหญิงกูนิง
    (เจ้าหญิงเหลือง) ครองราชย์เมืองปัตตานีดารุสสาลาม
    ระหว่าง ปี พ.ศ.2200-2230
** เจ้าหญิงกูนิง หรือราชินีกูนิง เป็นราชธิดาของสุลต่าน
    ปาหังกับเจ้าหญิงอูงู เจ้าหญิงบีรูเป็นผู้จัดอภิเษกสมรส
    เจ้าหญิงกูนิง กับออกญาเดโช ขุนนางสยาม เพื่อหวังความ
    เป็นปึกแผ่นกับแผ่นดินสยาม

(อีกประวัติศาสตร์หนึ่งบอกว่าอภิเษกสมรสกับ พระยารามเมศวร
หรือพระยารามเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช) และเมื่อราชินีอูงู
ขึ้นครองราชย์ออกญาเดโช ได้ขอลากลับไปอยุธยา
          ซึ่งในปี 2146 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ส่ง
กองทัพเรือเข้ามาตีเมืองปัตตานี โดยมีออกญาเดโช
เป็นผู้นำทัพ โดยมาขึ้นที่ปากอ่าวเมืองปัตตานีและบุก
เข้าประชิดตัวเมือง ราชินีฮิเยาว์ได้นำทหารหาญของเมือง
ปัตตานีออกมาต่อต้าน กองทัพอยุธยาอย่างเต็มกำลัง
สามารถ โดยใช้ปืนใหญ่ออกมายิงต่อสู้จนกองทัพสยาม
ต้องถอยทัพกลับไปในที่สุด

          หลายปีต่อมาพระแผ่นดินจากกรุงศรีอยุธยาได้ส่ง
ราชทูตมายังเมืองปัตตานีเพื่อขอซื้อปืนใหญ่จากปัตตานี
เพราะสมัยนั้นปัตตานีเป็นศูนย์ของการค้าอาวุธต่างๆ
รวมทั้งปืนใหญ่ แม้กระทั้งจักรพรรดิญี่ปุ่นในสมัยนั้น
ก็ยังทรงสั่งซื้อปืนใหญ่จากปัตตานี เพราะปัตตานี
มีโรงงานหล่อปืนใหญ่ที่เป็นที่เลื่องลือในกิตติศัพย์
และสมรรถนะของปืนที่ผลิตจากปัตตานี สถานที่ผลิต
ปืนของปัตตานี คือที่บ้านกรือเซะ-บานา

มัสยิดกรือเซะ ในพระราชวังไพลินโกตามะลิฆัย (อิสตานานีลัม)

         นักเดินทางชาวฮอลลันดาได้วาดภาพมัสยิดกรือเซะ
ในปี 1601 อาคารที่อยู่หน้ามัสยิดคือพระราชวังไพลิน
ที่ประทับของพระมหาราชินีฮิเยา ในปัจจุบัน ไม่มีหอคอย
และโดมหลงเหลืออยู่ มัสยิดกรือเซะ ตั้งอยู่ในหมู่บ้านบันดัร
(แปลว่าท่าเรือในภาษาเปอร์เซีย) หรือรู้จักกันในนามบ้าน
บานา อยู่ห่างจากตัวเมืองปัตตานีราว 7 กม.

          ในอดีตเป็นสถานที่ตั้งของพระมหาราชวังไพลิน
โกตามะลิฆัย (อิสตานานีลัม) อันเป็นที่พระที่นั่งของเหล่า
พระมหากษัตริย์ และพระมหาราชินีปาตานี (นางพญาตานี)
ทั้ง 4 พระองค์ พระมหาราชินีฮิเญาทรงขึ้นครองราชย์ใน
ค.ศ.1584 และทรงประทับอยู่ ณ พระที่นั่งอิสตานานีลัม
         . JACOB VAN NECK ได้คุมเรือ 2 ลำ ชื่อ AMSTERDAM
และ GOUDA มาถึงปาตานี เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ.1601
ถึงแม้ว่าฮอลันดาจะถูกกีดขวางจากพ่อค้าชาติอื่นๆที่อยู่ใน
ปาตานีมาก่อน เช่น โปรตุเกส ญี่ปุ่น และจีน แต่ VAN NECK
ก็ได้รับอนุญาติจากพระมหาราชินีฮิเญา ให้ตั้งสถานีการค้า
ที่พระนครปาตานีได้ โดยให้ DANIEL VAN DER LECK
รับหน้าที่เป็นหัวหน้าสถานีการค้าที่ปาตานี และให้ PIETER
WALICKSZ เป็นผู้ช่วย ปาตานีจึงเป็นสาขาที่ทำการติดต่อ
ค้าขายกับสำนักงานใหญ่ ของบริษัท THE NETHERLAND
UNITED EAST INDIA Co. หรือ V.O.C. ในชวา

       

  .ชาวเยอรมันผู้หนึ่งชื่อ MANDEL SLOHE มาถึงปาตานี
ในสมัยนั้นได้บันทึกไว้ว่า "เมื่องปาตานีเป็นเมืองที่บริบูรณ์
ชาวปาตานี สามารถรับประทานผลไม้หลายชนิดในทุก ๆ เดือน
ไก่ที่นี่ออกไข่วันละ 2 ครั้ง มีข้าวมาก มีเนื้อหลายชนิด เช่น
เนื้อวัว แพะ ห่าน เป็ด ไก่ ไก่ตอน นกยูง เนื้อกวางแห้ง
กระจง นกต่าง ๆ และผลไม้เป็นร้อย ๆ ชนิด" ซึ่งแสดง
ให้เห็นว่าปาตานีในสมัยนั้นมีความเจริญมากน้อยเพียงใด

         ..ในปี ค.ศ.1603 (พ.ศ.2146 ในรัชสมัยของสมเด็จ
พระนเรศวร) กองทัพสยามจากอยุธยาได้มุ่งสู่ปาตานี
แต่ชาวปาตานีได้ต้านทาน เอาไว้ได้ ชาวต่างชาติที่อยู่ใน
ปาตานีขณะนั้น ได้ช่วยเหลือด้านอาวุธแก่ชาวปาตาน
ีเป็นอย่างดี โดยสอนวิธีการสร้างปืนใหญ่ ทำให้กองทัพ
สยามเสียหายเป็นอันมาก และต้องถอย กลับไปอยุธยา
อย่างสิ้นหวัง

         . ต่อมาภายหลังสยามได้ส่งคนมาซื้อปืนใหญ่ที่
ปาตานี แม้แต่ญี่ปุ่นที่สั่งซื้อปืนจากสยามในขณะนั้น
ก็ปรากฏว่า เป็นปืนที่สยาม ซื้อจากปาตานีเช่นเดียวกัน
ตามประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นระบุว่า ในปีค.ศ.1606
(พ.ศ.2149) โชกุน อิเอยะสึ ได้มีพระราชสาส์นถวาย
พระเจ้ากรุงสยามเพื่อขอความช่วยเหลือให้ซื้อปืน

         . ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นก็ได้ติดต่อค้าขายกับปาตานีมาแล้ว คือ
ขณะที่ PINTO มาถึงปาตานีในปี ค.ศ. 1538 (พ.ศ.2081) นั้น
มีชาวญี่ปุ่นอยู่ในปาตานีแล้ว แต่ชนชั้นปกครองของญี่ปุ่น
ในขณะนั้นคงไม่ได้เอาใจใส่มากนัก เพิ่งจะได้มีการติดต่อ
เป็นทางการ ในสมัยพระมหาราชินีฮิเญานี่เอง

         . ในจดหมายเหตุของญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้ได้ถูกเก็บรักษาไว้
ในกองบรรณาสาร กระทรวงการทหารเรือของญี่ปุ่น ได้ระบุว่า
ในปี ค.ศ.1592 (พ.ศ.2135) มีเรือลำหนึ่งนำสาส์นและเครื่อง
บรรณาการ จากโชกุนมาถวายพระมหาราชินีปาตานี และขอ
อนุญาตเปิดสถานีการค้าที่ปาตานี

         . หลังจากนั้นอีก 7 ปี (ค.ศ.1599, พ.ศ.2142) พระมหา
ราชินีปาตานีได้ทรงส่งราชฑูตไปญี่ปุ่น เพื่อกระชับความ
สัมพันธ์ไมตนรให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พระมหาราชินีฮิเญา
ส่งฑูตไปญี่ปุ่นครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ.1606 (พ.ศ.2149)
หลังจากนั้น เรือสินค้าก็กางใบแล่นไปมาระหว่างเมือง
ทั้งสองอยู่เสมอ

         . ในปี ค.ศ.1605 (พ.ศ.2148) เรือสเปญได้มา
ถึงปาตานี แต่อยู่ได้ไม่นาน สเปญก็ย้ายศูนย์การค้า
ไปตั้งที่ฟิลิปปินส์

         .. ในปี ค.ศ.1606 (พ.ศ.2149) ความเกลียดชัง
ของชาวญี่ปุ่น ที่มีต่อฮอลันดาก็ได้ระเบิดขึ้น ญี่ปุ่น
ได้ทำลายสินค้าของชาวฮอลันดา และเผาโรงเก็บสินค้า
แต่ฮอลันดาก็ยังคงทนอยู่ต่อไป

         .. ค.ศ.1611 (พ.ศ.2154) อังกฤษได้มาถึง และ
ตั้งบริษัท อินเดียตะวันออก ที่ปาตาน

         .วันที่ 5 มกราคม ค.ศ.1611 เรือ THE GLOBE ออกจาก
ท่าเรือลอนดอนภายใต้การนำของกัปตัน ANTHONY HIPPON
ได้ขนสินค้ามามากมาย เรือ THE GLOBE มาถึงปาตานีเมื่อ
วันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ.1611 หนึ่งเดือนหลังจากนั้นอังกฤษ
ก็สามารถ สร้างโรงพักสินค้าได้ พ่อค้าชาวอังกฤษคนหนึ่ง
ที่มากับเรือ THE GLOBE ชื่อ PETER FLORIS ได้บันทึก
การเดินทางของพวกเขา ในจดหมายเหตุและกล่าวถึง
พระมหาราชวังของพระมหาราชินีฮิเญาว่ามีความงดงาม

          ในสมัยของพระมหาราชินีฮิเญานี้ ลำน้ำที่อยู่ใกล
้พระราชฐาน เกิดมีน้ำทะเลไหลบ่าเข้าสู่ลำคลองซึ่งตื้นเขิน
กว่าเดิม ทำให้ราษฎรไม่สามารถ ใช้น้ำ ดื่ม อาบ ได้เช่นเคย
พระนางจึงเสด็จออกไปเกณฑ์ผู้คนและทรงควบคุมการ
ขุดคลองที่บ้านตัมบังงัน (ปัจจุบันอยู่ระหว่างตำบลเมาะมาวี
กับตำบลปรีกี อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี) เพื่อระบายน้ำ
ในแม่น้ำปัตตานี ให้ไหลลงสู่คลองที่ขุดขึ้นใหม่จากบ้าน
ตัมบังงันถึงบ้านกรือเซะ ออกสู่อ่าว "กัวลารา"

(ที่ตำบล ตันหยงลูโล๊ะ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี)
ยังผลให้ราษฎรมีน้ำดื่ม น้ำใช้ และประกอบการเกษตร
ได้ผลดีอีกด้วย
         . พระมหาราชินีฮิเยาทรงครองราชย์ถึงปี ค.ศ.1616
( พ.ศ.2159) ก็สวรรคต ชาวปัตตานีรุ่นหลังขนานนามพระนาง
ว่า "มัรฮูม ตัมบังงัน" เนื่องจากพระนางเป็นผู้ทรงให้ขุดคลอง
จากบ้านกรือเซะไปยังบ้านตัมบังงัน

          พ่อค้าชาวอังกฤษคนหนึ่งที่มาค้าขาย กับบริษัท
EAST INDIA ได้บันทึกไว้ว่า ราชินีฮิเยาทรงประชวรในเดือน
มิถุนายน ค.ศ.1616 และสวรรคตในเดือนสิงหาคม ปีเดียวกัน
ส่วนพ่อค้าชาวฮอลันดาซึ่งอยู่ที่ปาตานีในปี ค.ศ.1616
ชื่อ HENDRIK JANSSEN บันทึกว่า ราชินีฮิเยา สวรรคต
เมื่อ วันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ.1616 หลังจากครองราชย์
ได้ 32 ปี

         ... หลังจากนั้นพระมหาราชินีบีรูก็ขึ้นครองราชย์ต่อ
ในสมัยราชินีองค์นี้ สุลต่านอับดุลเฆาะฟูร์สิ้นพระชนม์ ราชินีบีรู
จึงส่งคนไปรับเจ้าหญิงอูงูกลับมาปาตานีพร้อมกับพระธิดา
ที่กำเนิดจากสุลต่านปาหัง ซึ่งมีพระนามว่า เจ้าหญิงกูนิง

         ... หลังจากที่ราชินีบีรู ขึ้นครองราชย์ได้ 3 ปี
(ค.ศ.1619) คลองตัมบังงันที่ราชินีฮิเยาขุดได้ถูกกระแสน้ำ
ในแม่น้ำปัตตานี ไหลบ่าท่วมเซาะตลิ่งพัง ขยายลำน้ำ
ให้กว้าง ขวางยิ่งขึ้น สายน้ำได้ไหลเซาะตีนสพานตลาด
ปินตูฆาเยาะห์ (ประตูช้าง) ซึ่งอยู่ใกล้กำแพงเมืองมาทุกปี
พระมหาราชินีบีรูทรงเกรงว่ากำแพงเมืองจะพังทลาย
จึงมีรับสั่งให้ขุนนางเกณฑ์ราษฎรจัดทำ ทำนบกั้นน้ำ
ในลำคลองไว้

         .. ในสมัยราชินีบีรูนั้น ความเกลียดชังและการ
ชิงดีชิงเด่นระหว่างพ่อค้าต่างชาติที่อยู่ในปาตานี
ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ จนถึงกับทำลาย
ซึ่งกันและกัน

 

          วันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ.1619 เรืออังกฤษ 2 ลำชื่อ
SAMSON และ HOUND ภายใต้การบัญชาของ JOHN
JOURDIAN ได้ปะทะกับเรือของฮอลันดาชื่อ BLACK LION
ที่อ่าวปตานี ฮอลันดาจึงส่งเรือมาเพิ่มและทยอยเข้าโจมตี
เรือของอังกฤษ อังกฤษมีกำลังน้อยกว่า จึงพ่ายแพ้แก่ฮอลันดา
กัปตัน JOURDIANถูกกระสุนปืนเสียชีวิตในการต่อสู้ครั้งนี้

          นอกจากนี้ฮอลันดายังบุกรุกสถานีการค้าของอังกฤษ
ที่ปาตานีอีกด้วย หลังจากนั้นพ่อค้าอังกฤษก็ค่อย ๆ ทยอย
ออกไปจากปาตานี จนถึง ค.ศ.1623 (พ.ศ.2166) พ่อค้า
ชาวอังกฤษก็ไม่มีเหลืออยู่ในปาตานีอีกเลย

         . ในสมัยที่ราชินีบีรูทรงปกครองปตานีนั้น ได้ข่าว
คราวเสมอว่า กองทัพสยามจะโจมตีปาตานีอีกครั้ง เพื่อกู้หน้า
ที่พ่ายแพ้ ในการโจมตีในสมัยราชินีฮิเญา พระนางจึง
ได้เตรียมอาวุธและสั่งให้มีการหล่อปืนใหญ่หลายกระบอก
ที่ใหญ่ที่สุดมี 3 กระบอก ชื่อ "ศรีนาฆารา" "ศรีปาตานี"
ยาว 3 วา 1 ศอก 1 คืบ 2 นิ้ว และ "มหาเลลา" ยาว 5 ศอก
1 คืบ 9 นิ้ว

         ในปี ค.ศ.1624 ราชินีบีรูสิ้นพระชนม์ และราชินีอูงู
ทรงขึ้นครองปาตานีต่อ

         .ในสมัยของพระมหาราชินีอูงูนี้ ข่าวเกี่ยวกับสยาม
จะโจมตีปาตานียิ่งหนาหูขึ้น พระนางจึงส่งกองทัพไป
โจมตีเมืองพัทลุง และนครศรีธรรมราช ใน ค.ศ.1630
(พ.ศ.2173) เพื่อตัดกำลังของทัพสยาม
         .ค.ศ.1632 (พ.ศ.2175) YANG DI PERTUWAN
MUDA เจ้าชายแห่งเมืองโยโฮร์ พร้อมไพร่พลจำนวน
3,000 คน มาถึงปตานี เพื่อสมรส กับเจ้าหญิงกูนิง
พระธิดาของราชินีอูงู แต่ขณะนั้นพระเจ้าปราสาททอง
แห่งกรุงศรีอยุธยาได้ส่งกองทัพ มาตีเมืองปตานี
กองทัพปตานีจึงรวมกับกองทัพของ เมืองโยโฮร์ต้าน
กองทัพสยามและสามารถขับไล่กองทัพสยามจนถอย
กลับไปได้

          เมื่อทัพสยามเลิกทัพแล้ว ราชินีอูงูจึงจัดพิธี
อภิเษกเจ้าหญิงกูนิงกับยัง ดี เปอร์ตูวัน มูดา อย่าง
ใหญ่โต

          หลังจากที่อภิเษกแล้ว พระสวามีของเจ้าหญิง
กูนิงก็อยู่ช่วยราชการที่เมืองปตานี ชาวอังกฤษคนหนึ่ง
ชื่อ แฮมิลตัน (AIEXANDER HAMILTON) มาเยือน
ปตานีในสมัยนั้นได้เขียนบันทึกว่า "เมืองปตานีมี
42 แคว้น รวมถึงตรังกานูและกลันตัน

          แต่เมื่อโอรสของสุลต่านโยโฮร์ได้สมรสกับ
บุตรีของราชินีปตานี เมืองตรังกานูก็เข้าไปอยู่ ภายใต้
การปกครองของโยโฮร์ สุลต่านโยโฮร์ได้ส่งขุนนาง
คนหนึ่งไปปกครองที่นั้น ปตานีจึงเหลือ 41 แคว้น
ปตานีมีเมืองท่า 2 แห่งคือ กวาลาปาตานี (ปัจจุบัน
ชาวบ้านเรียกว่า กวาลารอ หรือ กวาลาโต๊ะอาโก๊ะ)
และกวาลาบือเก๊าะฮ์ (ปากน้ำปัตตานีปัจจุบัน)
พลเมืองปาตานีในขณะนั้นมีผู้ชายที่อายุเกิน 16 ปี
รวมทั้งสิ้น 150,000 คน

         .. นครปาตานีมีผู้คนหนาแน่น เต็มไปด้วย
บ้านเรือน นับเป็นเมืองใหญ่แห่งหนึ่ง จากประตูราชวัง
ถึงบ้านบานามีบ้านเรือนไม่ขาดสาย ถ้าหากแมว
ตัวหนึ่งเดินบนหลังคาบ้านเหล่านั้น จากพระราชวัง
จนถึงปลายสุด มันจะเดินได้ตลอด โดยไม่จำเป็น
ต้องเดินบนพื้นดินเลย...."

         การพ่ายแพ้ครั้งที่ 2 ของกองทัพสยามนั้นสร้าง
ความเจ็บแค้นแก่สยามมากยิ่งขึ้น เมื่อสยามเห็นว่า
ลำพังกองทัพของตนจะเอาชนะปาตานีไม่ได้ จึงส่งฑูต
ไปเจรจากับฮอลันดามาช่วยในการโจมตีปาตานี โดยท
ี่ฮอลันดาขอที่จะผูกขาดการค้าไม้ฝางและหนังกวางในสยาม
ฮอลันดาจึงตกลงที่จะส่งเรือจำนวน 6 ลำ พร้อมทหารและ
อาวุธสมัยใหม่

          พระเจ้าปราสาททองทรงสัญญาว่าจะให้ตามคำขอ
ถ้าได้รับการช่วยเหลือจากฮอลันดา เมื่อตกลงกันแล้ว
สยามก็ยกทัพใหญ่ โจมตีปาตานีทันที

          เมื่อกองทัพสยามมาถึงปาตานี ปรากฏว่าฮอลันดา
ไม่มาช่วย กองทัพสยามจึงรบกับปาตานีตามลำพัง และ
ประกอบกับขาดแคลนเสบียง ในที่สุดก็ไม่สามารถตีเมือง
ปตานีได้ เช่นเดียวกับคราวก่อน

         .เมื่อพระเจ้าปราสาททองทราบเรื่องนี้จึงกริ้ว
ฮอลันดามาก พระองค์สั่งให้กักพวกฮอลันดาที่อยุธยาไว้
และห้าม ชาวสยามพูดหรือค้าขายกับชาวฮอลันดา

         . ต่อมาก็ทรงอภัยโทษแก่ฮอลันดา เมื่อทรงทราบว่า
ฮอลันดามาช่วยเช่นกัน แต่มาช้าเกินไป คือเมื่อเรือ
ฮอลันดามาถึงปาตานี ปรากฏว่ากองทัพสยามถอยกลับ
ไปแล้ว เรือฮอลันดาทั้ง 6 ลำจึงถอยกลับไปเช่นกัน

         . เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1634 (พ.ศ.2177)
กองทัพสยามที่ยกทัพมาปตานีในครั้งนั้น เป็นกองทัพผสม
เป็นทหารจากอยุธยา 30,000 คน นอกจากนั้นเกณฑ์มาจาก
นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลาและไทรบุรี ส่วนปาตานี
ได้รับความช่วยเหลือจากเมืองมลายูอื่นๆรวมผู้คน 5,000
คน จากยะโฮร์และปาหัง ซึ่งมากับเรือ 50 ลำ
         ใน ค.ศ.1635 (พ.ศ.2178) ราชินีอูงูสิ้นพระชนม์
พระมหาราชินีกูนิงทรงขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชินีอูงู

         ในเดือนตุลาคม ค.ศ.1635 (พ.ศ.2178) สยาม
ได้ส่งทูต เจรจาสันติภาพกับปาตานี และในเดือน มีนาคม
ค.ศ.1636 (พ.ศ.2179) พระมหาราชินีกูนิงก็ได้ทรงส่ง
ราชทูตไปยังอยุธยา

         .. เดือน มีนาคม ค.ศ.1636 (พ.ศ.2179) พระนาง
ก็ได้ส่งผู้แทนนำเครื่องราชบรรณาการ ดอกไม้เงิน
ดอกไม้ทองไปยังอยุธยา ซึ่ง VAN VLIET ได้บันทึกว่า
"การส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองครั้งนี้ พระเจ้ากรุงสยาม
ได้ยอมรับด้วยความยินดียิ่ง"

         และในปี ค.ศ.1641 (พ.ศ.2184) ราชินีกูนิง
ได้เสด็จไปอยุธยา ด้วยพระองค์เอง เพื่อ"ฟื้นฟูสันติภาพ"
ระหว่างประเทศทั้งสอง

         ปี 1725 (พ.ศ.2268) ลงยูนุสขึ้นครองราชย์
พระองค์ได้ทรงมีบัญชาให้เหล่านายช่าง ทำการบูรณะ
มัสยิดหลวง (มัสยิดกรือเซะ) ที่สร้างในต้นรัชกาล
พระมหาราชินีฮิเยา ซึ่งมีอายุมากกว่า 130 ปี ได้สึกหรอ
ลงกับการเวลา โดยให้รักษารูปแบบเดิมไว้ ทว่า 11 เดือน
ต่อมาก็ถูกปลงพระชนม์ พระองค์จึงมิทรงสามารถที่จะ
บูรณะมัสยิดกรือเซะให้แล้วเสร็จได้ดั่งหวัง

         .ปี ค.ศ.1785 (พ.ศ.2328) พระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่า
ยกทัพใหญ่เพื่อตีสยามอีก (ที่เรียกว่า"ศึกเก้าทัพ") จนสามารถ
ยึดเมืองนครศรีธรรมราชได้ สมเด็จกรมพระราชบวรมหา
สุรสิงหนาท (วังหน้า) เสด็จยกทัพหลวงไปปราบปรามพม่า จนกองทัพพม่าแตกพ่ายไปและเสด็จต่อมายังเมืองสงขลา
และส่งกองทัพ มาประชิดแดนปาตานี กองทัพสยามภายใต้
การนำของพระยากลาโหมเสนาและพระยาจ่าแสนยากร
แม่ทัพหน้า คุมกองทัพยกมาตีปาตานี

         .กองทัพปตานีไม่สามารถต้านทานได้ประกอบกับ
สุลต่านมุฮัมมัดถูกกระสุนปืนสิ้นพระชนม์ในสนามรบ
ทำให้พระนครปาตานีถูกกองทัพสยามตีแตก พระมหา
ราชวังอันวิจิตรนั้นถูกเหล่าทหารเผาจนเสียหาย
เหลือแต่ซากปรักหักพัง ส่วนมัสยิดนั้นก็ถูกเผาเช่นกัน
จนกระทั่งหอคอยอาซานทั้งสี่ทิศ และโดมพังทลาย
ลงมา เหลือแต่ตัวอาคารหลัก

...... และทั้งหมดนี้คือประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของมัสยิสกรือเซะ ซึ่งได้ก่อสร้างทับไปบนพุทธศาสนาสถาน
ยุคศรีวิชัย ตั้งแต่เมื่อครั้งกษัตริย์เปพญาตู นักปา หรือ ราชาอินทิรา (Raja Intira) ผู้ละเมิดสัจจะ แห่งบรรพ
กษัตริย์ บังคับเข่นฆ่า บังคับให้ประชาชนปัตตานีเผาทำลายพุทธศาสนสถานแล้วหันมานับถือศาสนาอิสลาม
....... ความกลียุค และความอดอยากยากจน จึงเกิดขึ้นกับชนบนผืนแผ่นดินนี้ไม่มีวันจะเจริญได้ แม้แต่มัสยิด
กรือเซะแม้จะสร้างต่อเนื่องมาเกือบพันปี ก็ไม่มีวันสำเร็จได้ เรื่องเศร้า เลือด ชีวิต และน้ำตา ได้สังเวยให้กับ
พื้นที่แห่งนี้อันมีนามว่า กรือเซะ จนกลายเป็นบันทึกเศร้าที่เกิดขึ้นจริง ตามคำสาปของกษัตริย์พุทธ แห่งศรีวิชัย
ผู้ครองปัตตานีทุกประการ และยังยืนยงคงความศักสิทธิ์แห่งคำสาปไว้ ให้คนในยุคปัจจุบันได้เห็นภาพที่เกิดขึ้น
ณ มัสยิสกรือเซะแห่งนี้เป็นประจักษ์พยาน เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 นั่นเอง


"ค้างคาวผี" เรียบเรียงจากประวัติศาสตร์ปัตตานี ..ของ.....ปรามินทร์ เครือทอง

ภูวดล แดนไทย
dnavathai@gmail.com

 
 

หน้าหลัก